
ท้องผูกบ่อย ยูริกพุ่ง? ความลับของระบบขับถ่ายที่คนปวดข้อต้องรู้
หลายคนอาจจะสงสัยว่า “เอ๊ะ หมอครับ ผมท้องผูกมา 4-5 วันแล้ว แบบนี้จะเกี่ยวไหมที่ทำให้ค่ากรดยูริกในเลือดสูงขึ้น หรือทำให้โรคเก๊าท์กำเริบ?” เป็นคำถามที่น่าสนใจมากครับ เพราะปกติเวลาเราพูดถึงกรดยูริก เรามักจะนึกถึงแต่เรื่องการกินไก่ กินเครื่องใน หรือดื่มเบียร์ แต่จริงๆ แล้วระบบขับถ่ายของร่างกายเราทำงานสอดประสานกันมากกว่าที่คิดครับ
วันนี้หมอจะมาชวนคุยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง "ลำไส้" กับ "ข้อ" ให้เข้าใจกันง่ายๆ ครับ
คุณวิชัย อายุ 52 ปี เป็นคนไข้ประจำของหมอที่มีปัญหาโรคเก๊าท์และกรดยูริกสูงอยู่เดิม ปกติคุณวิชัยจะคุมอาหารได้ดีมากครับ แต่ช่วงหลังมานี้งานยุ่ง เดินทางบ่อย ทำให้ดื่มน้ำน้อยและไม่ค่อยถ่าย ล่าสุดคุณวิชัยบอกหมอว่า "หมอครับ ผมไม่ได้กินของแสลงเลยนะ แต่ท้องผูกติดต่อกันมา 5 วัน แล้วอยู่ดีๆ ข้อโคนนิ้วโป้งเท้าก็เริ่มบวมแดงขึ้นมาเฉยเลย มันเกี่ยวกันไหมครับ?"
เคสของคุณวิชัยไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ เพราะในร่างกายของเรา การกำจัดกรดยูริกไม่ได้ออกทางปัสสาวะเพียงอย่างเดียว
เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ หมออยากให้ลองนึกภาพกรดยูริกเหมือน "ขยะ" ในร่างกายเราครับ ปกติร่างกายจะมีประตูระบายขยะนี้ออก 2 ทางหลักๆ คือ:
ทางไต (ปัสสาวะ): เป็นทางหลักประมาณ 70%
ทางลำไส้ (อุจจาระ): เป็นทางรองประมาณ 30%
ทีนี้ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้า "ท่อระบายน้ำทิ้ง" ในลำไส้ของเราเกิดอุดตัน หรือที่เราเรียกว่าท้องผูก ขยะหรือกรดยูริกที่ควรจะถูกขับออกไปพร้อมอุจจาระก็จะตกค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้น ร่างกายอาจจะดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้อีกครั้ง เมื่อทางระบายทางหนึ่งติดขัด ภาระทั้งหมดจะไปตกอยู่ที่ไต ถ้าไตขับออกไม่ทัน ค่ากรดยูริกในเลือดก็อาจจะขยับสูงขึ้นจนกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามข้อได้นั่นเองครับ
ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) คือภาวะที่ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดเกินมาตรฐาน (ปกติคือเกิน 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ซึ่งกรดยูริกนี้เกิดจากการสลายตัวของสารที่เรียกว่า "พิวรีน" ที่ได้จากทั้งอาหารที่กินเข้าไปและเซลล์ในร่างกายที่เสื่อมสภาพตามธรรมชาติ
เมื่อกรดยูริกสูงเกินไปนานๆ มันจะกลายสภาพเป็นผลึกแหลมๆ คล้ายเข็มเล็กๆ ไปเกาะอยู่ตามข้อต่อ (โรคเก๊าท์) หรือไปอุดตันในไต (นิ่วในไต)
สาเหตุสำคัญ:
ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป (กินอาหารพิวรีนสูง, ดื่มแอลกอฮอล์)
ร่างกายขับกรดยูริกออกได้น้อยลง (โรคไต, ท้องผูกเรื้อรัง, การใช้ยาบางชนิด)
การดื่มน้ำน้อย: ทำให้เลือดข้นและไตขับยูริกได้ยากขึ้น รวมถึงทำให้ท้องผูกด้วย
อาหารพิวรีนสูง: เช่น ยอดผัก เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก และอาหารทะเลบางชนิด
น้ำหวานและน้ำอัดลม: น้ำตาลฟรุกโตสกระตุ้นให้ร่างกายผลิตกรดยูริกมากขึ้น
น้ำหนักตัวเกิน: ไขมันหน้าท้องสัมพันธ์กับระดับกรดยูริกที่สูงขึ้น
ระบบขับถ่ายไม่ปกติ: ท้องผูกเรื้อรังลดประสิทธิภาพการกำจัดยูริกทางลำไส้
หากคุณมีอาการปวดข้อเฉียบพลัน หรือสงสัยว่ายูริกสูง หมอจะทำการตรวจดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: ดูลักษณะการบวม แดง ร้อน ตามข้อ (โดยเฉพาะนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หรือหัวเข่า)
การเจาะเลือด: เพื่อวัดระดับกรดยูริกในเลือด (ควรทำในระยะที่ไม่ได้ปวดอักเสบรุนแรงที่สุดเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ)
การตรวจปัสสาวะ: ดูการทำงานของไตและโอกาสการเกิดนิ่ว
การอัลตราซาวด์ข้อ: เพื่อหาการสะสมของผลึกยูริกในข้อต่อ
หมอเน้นย้ำเสมอครับว่า "ยาเป็นตัวช่วย แต่พฤติกรรมคือตัวหลัก" โดยเฉพาะในคนที่มีอาการท้องผูกร่วมด้วย
ปรับพฤติกรรม: ดื่มน้ำให้เพียงพอ (วันละ 2-3 ลิตร) เพื่อช่วยทั้งเรื่องไตและลำไส้ กินผักผลไม้ที่มีกากใยสูงเพื่อแก้ท้องผูก
การใช้ยา: หากระดับยูริกสูงมาก หมอจะจ่ายยาลดกรดยูริก หรือยาแก้ปักอักเสบตามความจำเป็น
การฉีดยาเฉพาะจุด: ในกรณีที่ปวดบวมรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยากิน หมออาจใช้การฉีดยาเข้าข้อโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง เพื่อความแม่นยำและลดอาการปวดอย่างรวดเร็ว
การผ่าตัด: มักทำในกรณีที่มี "โทไฟ" (ปุ่มก้อนผลึกยูริก) ขนาดใหญ่จนขัดขวางการใช้ชีวิตหรือกดทับเส้นประสาทเท่านั้นครับ
ภาวะกรดยูริกสูง "ควบคุมได้" แต่ต้องใช้เวลาครับ ปกติเราต้องดูแลกันเป็นเดือนหรือเป็นปีเพื่อให้ผลึกที่สะสมตามข้อค่อยๆ ละลายไป หากเรากลับไปมีพฤติกรรมเดิม เช่น กลับไปท้องผูกอีก ดื่มน้ำน้อย หรือกินตามใจปาก โรคนี้ก็สามารถกลับมาถามหาได้เสมอครับ
ถ้าปล่อยให้ยูริกสูงนานๆ นอกจากจะปวดข้อทรมานแล้ว อาจนำไปสู่:
โรคไตเสื่อมหรือนิ่วในไต
ปุ่มก้อนตามข้อ ทำให้ข้อผิดรูปและใช้งานไม่ได้
ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่สูงขึ้น
ดื่มน้ำเปล่าให้บ่อย: ช่วยชะล้างยูริกและทำให้อุจจาระนิ่ม
เน้นโปรตีนจากพืชหรือนมไขมันต่ำ: แทนการกินเนื้อสัตว์ปริมาณมาก
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีและคุมน้ำหนัก
กินใยอาหารให้ถึง: ผักใบเขียวช่วยดักจับพิวรีนและช่วยขับถ่าย
เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: เพราะเป็นศัตรูตัวฉกาจของทั้งไตและลำไส้
Q: ท้องผูกนานแค่ไหนถึงจะส่งผลต่อยูริก? A: หากท้องผูกนานเกิน 3-5 วัน ร่างกายจะเริ่มมีการดูดซึมของเสียกลับครับ แม้อาจจะไม่ทำให้ยูริกพุ่งปรี๊ดทันที แต่ในคนที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่เดิม มันเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ข้ออักเสบได้ง่ายขึ้นมากครับ
Q: กินยาระบายช่วยลดกรดยูริกได้ไหม? A: การกินยาระบายช่วยให้ถ่าย แต่ไม่ใช่ทางแก้หลักในการลดกรดยูริกครับ ทางที่ดีที่สุดคือการกินกากใยและดื่มน้ำ เพื่อให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นธรรมชาติ
Q: ปวดข้อตอนท้องผูก ต้องพบแพทย์เมื่อไหร่? A: ถ้าเริ่มมีอาการ ข้อบวม แดง ร้อน หรือปวดจนเดินไม่ได้ แม้จะพยายามถ่ายแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คครับ
ระบบขับถ่าย (อุจจาระ) เป็นช่องทางสำคัญในการกำจัดกรดยูริกถึง 30%
ท้องผูก 4-5 วัน ทำให้กรดยูริกตกค้างและอาจถูกดูดซึมกลับเข้าเลือด จนกระตุ้นโรคเก๊าท์ได้
การดื่มน้ำน้อยเป็นสาเหตุร่วมที่ทำให้ทั้งท้องผูกและยูริกสูง
การปรับพฤติกรรมการกินและดูแลระบบขับถ่าย ช่วยลดโอกาสการปวดข้อได้อย่างยั่งยืน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาและคุมโรคได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดข้อ #กรดยูริก #โรคเก๊าท์ #ท้องผูก #สุขภาพลำไส้ #ปวดเข่า #ปวดเท้า #กระดูกและข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ดูแลสุขภาพ #Gout #UricAcid #Constipation #Orthopedics #HealthTips