
“คุณหมอครับ ช่วงนี้ประหยัดหน่อย เลยกินข้าวกับปลากระป๋องบ่อยๆ แต่ทำไมกินเสร็จแล้วตื่นเช้ามานิ้วโป้งเท้าบวมแดง ปวดจนเดินไม่ได้เลยครับ หรือว่าปลากระป๋องจะเป็นของแสลงคนเป็นเก๊าท์?”
นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจมากครับ เหมือนกับเคสของ คุณลุงสมชาย วัย 62 ปี ที่เป็นคนไข้ประจำของหมอ แกคุมอาการเก๊าท์ได้ดีมาตลอด แต่ช่วงหลังๆ แกเริ่มมีอาการปวดข้อเข่าและข้อเท้าถี่ขึ้น พอซักประวัติไปมาถึงได้รู้ว่า ช่วงที่ภรรยาไปต่างจังหวัด แกขี้เกียจทำกับข้าวเลยเปิดปลากระป๋องกินแทบทุกมื้อ เพราะคิดว่าเป็นปลา น่าจะมีประโยชน์และไม่อันตราย วันนี้หมอเลยอยากมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ฟังกันชัดๆ ครับ
ถ้าจะตอบให้สั้นที่สุดคือ “ทานได้ แต่ต้องระวังและจำกัดปริมาณครับ” ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? เราต้องเข้าใจก่อนว่าตัวร้ายของโรคเก๊าท์คือสารที่ชื่อว่า “พิวรีน” (Purine) ซึ่งเมื่อร่างกายย่อยสลายแล้วจะเปลี่ยนเป็น “กรดยูริก” หากกรดยูริกในเลือดสูงเกินไป มันจะไปตกผลึกเป็นเข็มแหลมๆ อยู่ตามข้อต่อ ทำให้เราปวดบวมแดงร้อนนั่นเอง
ในปลากระป๋องส่วนใหญ่ มักจะใช้ “ปลาแมคเคอเรล” หรือ “ปลาซาร์ดีน” ซึ่งปลาสองชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่มี พิวรีนสูงปานกลางถึงสูงมาก โดยเฉพาะส่วนของหนังปลาและเนื้อปลาสีคล้ำๆ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตปลากระป๋องที่มักจะใส่ปลามาทั้งตัว (รวมถึงเครื่องในบางส่วนที่อาจตกค้าง) ยิ่งทำให้ปริมาณพิวรีนสูงกว่าการทานเนื้อปลาชิ้นๆ ทั่วไปครับ
ลองจินตนาการว่าร่างกายเราเหมือนระบบท่อน้ำครับ กรดยูริกก็เหมือนกับ “เศษตะกอน” ที่ไหลปนมากับน้ำ ปกติไตจะทำหน้าที่เป็นพนักงานทำความสะอาด คอยกรองเอาตะกอนนี้ทิ้งไปทางปัสสาวะ
แต่ถ้าเรากินอาหารที่มีพิวรีนสูงๆ (เหมือนเททรายลงท่อ) หรือไตเราเริ่มล้างตะกอนไม่ทัน ตะกอนเหล่านี้ก็จะไปสะสมและจับตัวกันเป็นก้อนแข็งๆ ตามซอกท่อ (ซึ่งก็คือข้อต่อของเรา) พอเครื่องจักรเริ่มขยับ ก้อนแข็งๆ นี้ก็จะไปขูดขีดจนอักเสบ ปวดเหมือนเข็มพันเล่มแทงอยู่นั่นเองครับ
โรคเก๊าท์เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนเกิดการตกผลึกของเกลือยูเรตตามข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ
สาเหตุ: ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริกออกได้น้อยลง
การเกิดโรค: เมื่อยูริกสูงถึงจุดอิ่มตัว จะตกผลึกเป็นรูปเข็ม (Monosodium Urate) กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง
อาการ: ปวดข้อฉับพลัน มักเริ่มที่นิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า มีอาการ บวม แดง ร้อน และปวดมากจนสัมผัสไม่ได้
อาหาร: การทานอาหารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักบางชนิด และอาหารทะเลบางประเภท
เครื่องดื่ม: แอลกอฮอล์ทุกชนิด (โดยเฉพาะเบียร์) และน้ำหวานที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง
น้ำหนักตัว: ภาวะอ้วนทำให้ร่างกายผลิตยูริกมากขึ้นและขับออกได้ยากขึ้น
โรคประจำตัว: เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต และเบาหวาน
ยาบางชนิด: ยาขับปัสสาวะหรือยาบางตัวที่ส่งผลต่อการขับยูริกของไต
เมื่อมาหาหมอ หมอจะทำการตรวจดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: ดูลักษณะการบวมแดงของข้อ และหาปุ่มโทฟัส (ปุ่มก้อนผลึกยูริก) ตามร่างกาย
ตรวจเลือด: วัดระดับกรดยูริก (ปกติไม่ควรเกิน 7 mg/dL) และตรวจการทำงานของไต
เอกซเรย์: ดูความเสียหายของข้อในระยะยาว
การเจาะน้ำไขข้อ: เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด โดยการนำน้ำในข้อที่บวมไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาผลึกรูปเข็ม
ปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ลดอาหารพิวรีนสูง เลี่ยงปลากระป๋องในปริมาณมาก ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ (วันละ 2-3 ลิตร) เพื่อช่วยไตขับยูริก
กายภาพบำบัด: ในระยะอักเสบจะเน้นการพักข้อและประคบเย็น แต่ระยะยาวต้องออกกำลังกายเพื่อคุมน้ำหนัก
การใช้ยา: มีทั้งยาแก้ปวดลดการอักเสบเฉียบพลัน และยาลดระดับกรดยูริกที่ต้องทานต่อเนื่อง
การฉีดยาเฉพาะจุด: ในกรณีที่ข้ออักเสบรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยากิน หมออาจใช้อัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าข้อโดยตรง ซึ่งแม่นยำและเห็นผลเร็ว
การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อมีปุ่มก้อนขนาดใหญ่ (Tofus) จนไปกดเบียดเส้นประสาท หรือข้อถูกทำลายจนใช้งานไม่ได้
เน้นย้ำครับ: ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถคุมโรคได้ด้วยการกินยาและปรับอาหาร โดยไม่ต้องผ่าตัดเลยครับ
เก๊าท์เป็นโรคที่ “ควบคุมได้แต่ต้องใช้เวลา” ครับ ถ้าคุมระดับยูริกให้ต่ำกว่า 6 mg/dL ได้ต่อเนื่องนานๆ ผลึกที่เคยเกาะอยู่ตามข้อจะค่อยๆ ละลายออกไป อาการปวดจะห่างไปเรื่อยๆ จนเหมือนหายขาด แต่ถ้ากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม กินตามใจปาก โรคนี้ก็พร้อมจะกลับมาทักทายได้เสมอครับ
หากปล่อยให้เก๊าท์กำเริบบ่อยๆ โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่:
ข้อพิการ: กระดูกถูกทำลายจนนิ้วบิดเบี้ยว
นิ่วในไต: ผลึกยูริกไปตกตะกอนในไตจนเกิดนิ่ว
ไตเสื่อม/ไตวาย: จากการอักเสบเรื้อรันและการทำงานหนักของไตในการขับยูริก
เลี่ยงปลากระป๋องและอาหารทะเลบางชนิด: ทานได้นานๆ ครั้ง และไม่ควรทานเป็นอาหารหลัก
ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ช่วยละลายความเข้มข้นของกรดยูริก
งดแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะเบียร์ที่เป็นตัวกระตุ้นชั้นยอด
คุมน้ำหนักตัว: ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อเช็กระดับกรดยูริกและค่าไตเสมอ
Q: ถ้าอยากกินปลากระป๋องจริงๆ ต้องทำอย่างไร? A: แนะนำให้ทานเฉพาะเนื้อปลา ไม่ทานน้ำซอส และจำกัดไม่เกินครึ่งกระป๋องต่อมื้อ และไม่ควรทานบ่อยครับ
Q: ปวดข้อเก๊าท์ ประคบร้อนหรือเย็นดี? A: ระยะที่บวมแดงร้อน “ต้องประคบเย็น” เท่านั้นครับ เพื่อลดการอักเสบ การประคบร้อนจะยิ่งทำให้เลือดมาเลี้ยงจุดที่อักเสบมากขึ้นจนปวดกว่าเดิม
Q: กรดยูริกสูงแต่ยังไม่ปวด ต้องกินยาไหม? A: ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ครับ หากค่าสูงมากหรือเริ่มมีผลต่อไต หมออาจพิจารณาเริ่มยาแม้จะยังไม่มีอาการปวด
ปลากระป๋อง (ซาร์ดีน/แมคเคอเรล) มีพิวรีนสูง คนเป็นเก๊าท์ควรจำกัดปริมาณ
กรดยูริกที่สูงเกินไปจะตกผลึกเป็นเข็มในข้อ ทำให้เกิดอาการปวดบวมแดงร้อนฉับพลัน
การดื่มน้ำสะอาดมากๆ และการคุมน้ำหนัก ช่วยลดโอกาสการกำเริบของโรคได้
ผู้ป่วยเก๊าท์ส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยยาและการปรับอาหาร ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา อาจเสี่ยงต่อภาวะไตวายและข้อพิการในอนาคต
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#เก๊าท์ #ปวดข้อ #ปลากระป๋อง #กรดยูริก #อาหารพิวรีนสูง #ข้ออักเสบ #นิ้วโป้งเท้าบวม #ไตวาย #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเข่า #Gout #UricAcid #HealthyEating #BoneAndJoint #Orthopedics