
เคยไหมครับ? เมื่อวานยังเดินเหินปกติ แต่พอตื่นเช้ามาวันนี้ กลับรู้สึกปวดแปล๊บที่โคนนิ้วโป้งเท้าอย่างรุนแรง แค่ผ้าห่มโดนก็สะดุ้ง ขยับเท้าแทบไม่ได้ ผิวหนังตรงนั้นทั้งแดง ทั้งบวม และร้อนจี๋ เหมือนมีใครเอาไฟมาลนที่ข้อเท้าเราเลยครับ
คุณศักดิ์ชัย ชายไทยอายุ 45 ปี ทำงานรับเหมาก่อสร้าง เดินทางมาหาหมอด้วยอาการกะเผลกอย่างรุนแรง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด คุณศักดิ์ชัยเล่าว่า "หมอครับ เมื่อคืนตอนตีสาม ผมสะดุ้งตื่นเพราะปวดที่หัวแม่เท้าข้างซ้ายมาก มันบวมเป่งและแดงก่ำจนใส่รองเท้าไม่ได้เลย เมื่อวานยังดีๆ อยู่แท้ๆ หรือว่าผมไปเดินเตะอะไรมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ครับหมอ"
จากการซักประวัติเพิ่ม พบว่าเมื่อวานเย็นคุณศักดิ์ชัยไปงานเลี้ยงและทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับเมนูเครื่องในไก่กระทะร้อน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้ "เก๊าท์" กำเริบเฉียบพลันนั่นเองครับ
หมออยากให้ลองนึกภาพว่าในร่างกายเรามี "เกลือ" ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กรดยูริก ปกติร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มันมีมากเกินไป กรดยูริกเหล่านี้จะกลายร่างเป็น "ผลึกแก้วเล็กๆ ที่แหลมคม" เหมือนเข็มเย็บผ้าครับ เข็มเหล่านี้จะวิ่งไปตกค้างอยู่ตามข้อต่อต่างๆ โดยเฉพาะที่นิ้วโป้งเท้า เมื่อร่างกายเห็นสิ่งแปลกปลอม เม็ดเลือดขาวจะรีบเข้ามาโจมตีจนเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงครับ
โรคเก๊าท์ (Gout) คือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานานจนเกิดการตกตะกอนภายในข้อ
สาเหตุ: พันธุกรรมร่วมกับการทานอาหารพิวรีนสูง
การเกิดโรค: ผลึกยูริกกระตุ้นภูมิคุ้มกันจนเกิดการอักเสบเฉียบพลัน
อาการ: ปวด บวม แดง ร้อน อย่างรุนแรง มักเป็นที่ข้อเดียวในตอนแรก
อาหารพิวรีนสูง (เครื่องในสัตว์, สัตว์ปีก)
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะเบียร์)
โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
โรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคไต
ยาขับปัสสาวะบางชนิด
การตรวจร่างกาย: ดูอาการบวมแดงร้อน
การตรวจเลือด: เช็กระดับกรดยูริก
การเจาะน้ำไขข้อ: เพื่อหาผลึกรูปเข็ม (แม่นยำที่สุด)
อัลตราซาวด์: ดูการเกาะของผลึกที่ผิวข้อ
ปรับพฤติกรรม: พักข้อ ยกเท้าสูง ประคบเย็น
การใช้ยา: ใช้ยาลดอักเสบ (NSAIDs/Colchicine) เพื่อหยุดปวด
การคุมระดับยูริก: เริ่มยาลดกรดยูริกเมื่อหายปวดสนิทแล้ว
การฉีดยาเฉพาะจุด: ใช้ Ultrasound ช่วยนำทางเพื่อความแม่นยำในการลดปวด
การผ่าตัด: ทำเฉพาะกรณีมีก้อนเก๊าท์ขนาดใหญ่ที่ทำลายข้อ
หัวใจสำคัญคือการคุมตัวเลขกรดยูริกในเลือดครับ:
เป้าหมายหลัก: ต้องคุมระดับกรดยูริกให้ น้อยกว่า 6 mg/dL อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายรอง: หากมีก้อนโทฟัส ต้องคุมให้ น้อยกว่า 5 mg/dL เพื่อละลายผลึก
ผลลัพธ์: เมื่อคุมได้ตามเป้าหมาย อาการปวดจะหายไปสนิทและไม่กลับมาเป็นซ้ำ
หากปล่อยไว้ ข้อจะผิดรูป (ข้อพิการ) และเสี่ยงต่อโรคนิ่วในไตหรือไตวายครับ วิธีป้องกัน: ดื่มน้ำมากๆ, คุมน้ำหนัก, เลี่ยงเหล้า/เบียร์, และตรวจเลือดเช็กยูริกสม่ำเสมอ
Q: ปวดมากขยับไม่ได้ อันตรายไหม? อันตรายครับ ควรรีบพบแพทย์เพื่อแยกโรคข้อติดเชื้อ
Q: กินยาลดกรดยูริกทันทีที่ปวดได้ไหม? ไม่ควรครับ จะยิ่งทำให้ปวดมากขึ้น ต้องรอให้หายปวดก่อน
เก๊าท์เกิดจากผลึกเข็มทิ่มในข้อ ทำให้ปวดบวมแดงร้อน
เป้าหมายคือคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ ต่ำกว่า 6 mg/dL
ห้ามเริ่มยาลดกรดยูริกเองขณะที่ยังปวดเฉียบพลัน
การอัลตราซาวด์ช่วยให้ฉีดยาลดอักเสบได้แม่นยำและเห็นผลไว
ต้องรักษาต่อเนื่องแม้จะหายปวดแล้ว เพื่อป้องกันไตวาย
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line ID: @doctorkeng | โทร 081-5303666
#โรคเก๊าท์ #ปวดนิ้วโป้งเท้า #กรดยูริกสูง #ข้ออักเสบ #เป้าหมายการรักษาเก๊าท์ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #Gout #UricAcid #Arthritis #Orthopedics