"โอ๊ย! เจ็บเข่าจังเลย" เสียงอุทานที่มักมาพร้อมกับสีหน้าเหยเกเวลาต้องเดินขึ้นหรือลงบันได หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติของอายุที่มากขึ้น หรือคิดว่าแค่พักผ่อนเดี๋ยวก็หาย แต่รู้ไหมครับว่า อาการปวดเข่าเวลาใช้งาน โดยเฉพาะในทางดิ่งแบบการขึ้นลงบันไดนั้น เป็นสัญญาณสำคัญที่ร่างกายกำลังบอกเราว่า โครงสร้างภายในเข่าอาจจะเริ่มมีปัญหาแล้ว
วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกันครับว่า อาการปวดเข่าที่ทำให้เราใช้ชีวิตลำบากแบบนี้ แท้จริงแล้วเกิดจากอะไรกันแน่
คุณป้าสมศรี อายุ 58 ปี เป็นแม่บ้านที่ขยันขันแข็งมาก ปกติแกจะเดินขึ้นลงบันไดบ้านไม้ 2 ชั้นวันละหลายรอบเพื่อทำงานบ้าน ช่วง 3 เดือนมานี้ คุณป้าเริ่มสังเกตว่าเวลาเดินลงบันได จะรู้สึกเสียวแปล๊บที่หัวเข่าด้านใน บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเข่าจะทรุดจนต้องรีบเกาะราวบันไดไว้แน่น
"คุณหมอคะ ป้ากลัวมากเลย กลัวว่าเข่าจะเสื่อมจนเดินไม่ได้ หรือต้องผ่าตัดไหม?" คุณป้าถามหมอด้วยความกังวลใจ ซึ่งหมอเชื่อว่าความกังวลนี้ไม่ได้เกิดกับคุณป้าคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่หลายคนกำลังเจออยู่ครับ
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น หมออยากให้ลองนึกภาพหัวเข่าเหมือนกับ "ตลับลูกปืน" ในเครื่องจักรครับ ภายในจะมีทั้งผิวข้อที่เรียบลื่น (กระดูกอ่อน) มีแผ่นยางรองกระแทก (หมอนรองกระดูกเข่า) และมีเส้นเชือกคอยยึดให้ตลับลูกปืนนี้แข็งแรง (เส้นเอ็น)
ถ้าผิวข้อเริ่มขรุขระ ก็เหมือนเครื่องจักรที่ขาดจาระบี ถ้าแผ่นยางรองฉีกขาด เครื่องจักรก็จะเกิดการกระแทกและเสียงดัง และถ้าเส้นเชือกหย่อนหรือขาด เครื่องจักรก็จะแกว่งและไม่มั่นคงครับ
อาการปวดเข่ามีสาเหตุหลักๆ ที่เราพบบ่อย 3 อย่าง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้ครับ
1. ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of the Knee) โรคนี้เกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อค่อยๆ สึกหรอไปตามวัยและการใช้งาน มักพบในผู้สูงอายุหรือคนที่มีน้ำหนักตัวมาก อาการเด่นคือ ปวดแบบตื้อๆ เวลาเริ่มขยับตัว หรือปวดมากตอนเดินลงบันไดเพราะเข่าต้องรับแรงกระแทกมากกว่าปกติ
2. หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด (Meniscus Tear) หมอนรองกระดูกเข่าคือแผ่นกระดูกอ่อนรูปตัว C ที่ทำหน้าที่เหมือน "โช้คอัพ" คอยซับแรงกระแทก หากมีการบิดเข่าผิดจังหวะ หรือสะสมความเสื่อมตามวัยจนฉีกขาด จะมีอาการปวดเสียวแปล๊บในข้อเข่า และบางคนอาจรู้สึกเหมือนมีอะไร "ขัด" อยู่ในเข่า ทำให้เหยียดหรือพับเข่าไม่สุด
3. เอ็นหัวเข่าบาดเจ็บหรือฉีกขาด (Ligament Injury) เส้นเอ็นเปรียบเหมือน "สายเคเบิล" ที่ยึดกระดูกเข้าด้วยกัน หากเกิดอุบัติเหตุ เช่น หกล้มหรือเข่าบิด อาการจะเด่นไปทาง "เข่าไม่มั่นคง" รู้สึกเหมือนเข่าจะหลวมหรือทรุดเวลาลงน้ำหนัก โดยเฉพาะตอนเดินลงบันไดที่ต้องใช้ความมั่นคงของข้อเข่าสูง
น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน: ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น เข่าต้องรับแรงกดเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเวลาเดิน
อายุที่มากขึ้น: ความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อลดลงตามธรรมชาติ
พฤติกรรมการใช้งาน: การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งยองๆ เป็นเวลานาน
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ: กล้ามเนื้อต้นขาที่อ่อนแอ ทำให้เข่าต้องรับภาระหนักขึ้น
อุบัติเหตุในอดีต: เคยเข่าบิดหรือล้มกระแทกพื้นแรงๆ
เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หมอจะมีขั้นตอนการตรวจดังนี้ครับ
การซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะขยับเข่าดูความมั่นคง และกดหาจุดที่เจ็บที่สุด
การเอกซเรย์ (X-ray): ใช้ดูช่องว่างระหว่างข้อเข่า เพื่อประเมินว่า "ข้อเข่าเสื่อม" มากน้อยเพียงใด
การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): จำเป็นมากในรายที่สงสัย "หมอนรองกระดูกฉีก" หรือ "เอ็นขาด" เพราะเอกซเรย์ธรรมดาจะมองไม่เห็นเนื้อเยื่อเหล่านี้
การตรวจพิเศษอื่นๆ: เช่น การเจาะน้ำในข้อเข่าไปตรวจในกรณีที่มีอาการเข่าบวมแดงร้อนร่วมด้วย
หลายคนกังวลว่ามาหาหมอต้องผ่าตัดแน่ๆ แต่ความจริงแล้ว คนไข้มากกว่า 80% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ
การปรับพฤติกรรม: นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ ลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการนั่งยองๆ และเปลี่ยนมาใช้ลิฟต์แทนบันไดชั่วคราวในช่วงที่มีอาการ
กายภาพบำบัด: การบริหารกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ให้แข็งแรง จะช่วยทำหน้าที่แทนเส้นเอ็นและลดภาระของข้อเข่าได้ดีมาก
การใช้ยา: ยาลดอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ หรือยากลุ่มช่วยบำรุงข้อ เพื่อบรรเทาอาการในช่วงแรก
การฉีดยาเฉพาะจุด: ปัจจุบันเรามีการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยนำทางเข็ม เพื่อให้ยาหรือสารสกัดจากเกล็ดเลือด (PRP) เข้าไปในจุดที่มีการบาดเจ็บได้อย่างแม่นยำที่สุด
การผ่าตัด: หมอจะพิจารณาเฉพาะในเคสที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือมีอาการรุนแรง เช่น เข่าผิดรูปมาก หรือหมอนรองกระดูกเข้าไปขัดในข้อจนเดินไม่ได้ โดยปัจจุบันมีการผ่าตัดส่องกล้อง แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไวมากครับ
คำถามนี้ยอดฮิตมากครับ "ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อม จะกลับมาดีเหมือนเดิมไหม?" หมอขอตอบตามตรงว่า เราไม่สามารถย้อนเวลาให้เข่ากลับไปใสปิ๊งเหมือนวัยรุ่นได้ 100% แต่เราสามารถ "หยุดความเสื่อม" และ "ลดอาการปวด" จนคุณสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน เดินห้าง หรือไปเที่ยวกับลูกหลานได้อย่างมีความสุขแน่นอนครับ
หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาการปวดจะทำให้เราไม่อยากขยับ เมื่อไม่ขยับ กล้ามเนื้อขาจะลีบลง เมื่อกล้ามเนื้อลีบ เข่าก็จะยิ่งรับภาระหนักขึ้น จนสุดท้ายเข่าอาจจะโก่งผิดรูป เดินกะเผลก และส่งผลเสียลามไปถึงกระดูกสันหลังได้ครับ
ควบคุมน้ำหนักตัว ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของต้นขา เช่น การนอนยกขาเหยียดตรง
หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายเข่า เช่น นั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า หรือนั่งยอง
เลือกใส่รองเท้าที่มีพื้นนุ่ม และมีความยืดหยุ่นดี
หากเริ่มมีอาการปวด ให้ประคบเย็นและพักการใช้งานทันที อย่าฝืนเดินต่อ
Q: ปวดเข่าเวลาลงบันได แต่อยู่เฉยๆ ไม่เจ็บ แบบนี้อันตรายไหม? A: เป็นสัญญาณเตือนระยะแรกครับ มักเกิดจากแรงกระแทกในขณะที่เข่างอ ควรมาตรวจเพื่อประเมินความหนาของกระดูกอ่อนผิวข้อครับ
Q: จำเป็นต้องกินคอลลาเจนไหม? A: คอลลาเจนบางชนิดช่วยเรื่องผิวข้อได้บ้าง แต่ไม่ใช่การรักษาหลักครับ การบริหารกล้ามเนื้อสำคัญกว่ามาก
Q: ปวดเข่าต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ถ้าอายุมากและเอกซเรย์เห็นชัดว่าเข่าเสื่อม การรักษาเบื้องต้นมักเริ่มได้ทันที แต่ถ้ามีอุบัติเหตุหรือสงสัยเอ็นขาดในคนอายุน้อย MRI จะมีบทบาทสำคัญมากครับ
อาการปวดเข่าตอนขึ้นลงบันได มีสาเหตุหลักจาก ข้อเข่าเสื่อม, หมอนรองกระดูกฉีก หรือเอ็นบาดเจ็บ
การรักษาเริ่มจากการปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัดเป็นหลัก
การลดน้ำหนักคือ "ยารักษา" ที่ดีที่สุดสำหรับโรคข้อเข่า
เทคโนโลยีปัจจุบันช่วยให้การฉีดยาแม่นยำขึ้นด้วยการใช้อัลตราซาวด์นำทาง
อย่ารอจนเข่าผิดรูป การพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มปวดจะช่วยให้การรักษาง่ายและได้ผลดีกว่า
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #หมอนรองกระดูกเข่าฉีก #เอ็นเข่าฉีก #เจ็บหัวเข่า #กายภาพบำบัดเข่า #ออกกำลังกายรักษาเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเข่าขึ้นลงบันได #ฉีดPRPเข่า #KneeOsteoarthritis #MeniscusTear #ACLInjury #Orthopedics #KneePain
