
“เมื่อคืนคุณย่ายังคุยกันดีๆ อยู่เลย พอมาเช้านี้ท่านเริ่มพูดจาแปลกๆ บอกว่าเห็นคนแปลกหน้าในห้องบ้าง พยายามจะดึงสายน้ำเกลือออกบ้าง แถมจำลูกหลานไม่ได้ด้วย ท่านเป็นอัลไซเมอร์กะทันหันหรือเปล่าหมอ?” นี่คือคำถามที่เต็มไปด้วยความตกใจและกังวลใจของญาติๆ เมื่อต้องเผชิญกับภาวะที่ผู้ป่วยสูงอายุมีอาการสับสนเฉียบพลันหลังจากกระดูกสะโพกหัก
อาการ “เพ้อ” หรือการสับสนนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ และที่สำคัญคือ มันไม่ใช่โรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกว่า “หนูไม่ไหวแล้วนะ” วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังครับว่าทำไมแค่กระดูกหักถึงทำให้สมองรวนได้ขนาดนี้
คุณปู่บุญ อายุ 78 ปี ปกติเป็นคนความจำดี เดินไปจ่ายตลาดเองได้ทุกวัน จนกระทั่งลื่นล้มสะโพกหักและต้องเข้านอนโรงพยาบาลเพื่อเตรียมผ่าตัด คืนแรกผ่านไปคุณปู่เริ่มนอนไม่หลับ พอคืนที่สองคุณปู่เริ่มลุกขึ้นมาโวยวายตอนตีสาม บอกว่ามีคนจะมาขโมยของ และพยายามจะลงจากเตียงทั้งที่ขามีเหล็กดามอยู่
ลูกหลานตกใจมาก คิดว่าคุณปู่ "เสียสติ" ไปแล้ว แต่หลังจากหมอเข้ามาตรวจเช็กระบบร่างกาย ปรับยา และจัดการเรื่องความเจ็บปวด พอผ่านไป 2 วัน คุณปู่ก็กลับมาเป็นคนเดิมที่คุยรู้เรื่องเหมือนเดิมครับ ภาวะนี้แหละครับที่เราเรียกว่า "ภาวะสับสนเฉียบพลัน"
ในทางการแพทย์เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) คือภาวะที่สมองทำงานผิดปกติไปชั่วคราวอย่างรวดเร็ว มักเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน
ผู้ป่วยจะมีอาการวอกแวก เสียสมาธิ จำวันเวลาสถานที่ไม่ได้ บางคนอาจมีอาการกระสับกระส่าย (Hyperactive) หรือบางคนอาจจะซึมลงผิดปกติ (Hypoactive) ซึ่งภาวะนี้พบบ่อยมากในผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหัก โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องนอนโรงพยาบาลนานๆ
ทำไมกระดูกหักที่ขา แต่ทำไมถึงไปกระทบที่สมอง? หมอสรุปสาเหตุง่ายๆ ดังนี้ครับ:
ความเจ็บปวดที่รุนแรง: ความปวดจากกระดูกสะโพกหักนั้นรุนแรงมาก และความปวดนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานผิดปกติ
สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป: การต้องมานอนในโรงพยาบาลที่มีเสียงเครื่องมือแพทย์ มีไฟเปิดตลอดคืน และไม่เห็นหน้าลูกหลานที่คุ้นเคย ทำให้สมองผู้สูงอายุรับมือไม่ทัน
ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่: ผู้ป่วยที่เจ็บมากมักทานน้ำและอาหารน้อยลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอหรือเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ
การใช้ยาบางชนิด: โดยเฉพาะยากลุ่มยานอนหลับ ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ปวดบางประเภทที่มีผลต่อระบบประสาท
การติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน: เช่น ปอดบวมหรือติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะจากการนอนนิ่งๆ ซึ่งจะปล่อยสารอักเสบไปรบกวนการทำงานของสมอง
เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการเพ้อ หมอจะไม่ได้รักษาแค่ที่สมองครับ แต่เราจะเช็ก "ทั้งตัว" เพื่อหาต้นตอ:
ตรวจสัญญาณชีพ: เช็กว่ามีไข้ ความดันต่ำ หรือออกซิเจนในเลือดต่ำหรือไม่
ตรวจเลือด: ดูค่าเกลือแร่ การทำงานของไต และสัญญาณการติดเชื้อ
ประเมินเรื่องยา: ทบทวนยาทุกตัวที่คนไข้ทานอยู่ เพื่อตัดยาที่อาจทำให้สมองสับสนออก
เช็กการขับถ่าย: บางครั้งแค่ท้องผูกรุนแรงหรือปัสสาวะไม่ออก ก็ทำให้ผู้สูงอายุเพ้อได้ครับ
ประเมินความเจ็บปวด: ดูว่าคนไข้ได้รับยาแก้ปวดที่เพียงพอและเหมาะสมหรือไม่
การรักษาอาการเพ้อที่ดีที่สุดคือการแก้ไข "สาเหตุ" ครับ:
จัดการความปวดให้เร็ว: การผ่าตัดเพื่อยึดตรึงกระดูกให้หายปวดคือวิธีรักษาภาวะเพ้อที่ได้ผลดีที่สุด เพราะเมื่อหายปวด ร่างกายก็กลับสู่สภาวะปกติ
ปรับสิ่งแวดล้อม: ให้ลูกหลานมาเยี่ยมบ่อยๆ มีนาฬิกาหรือปฏิทินบอกเวลาให้ท่านเห็นชัดเจน และเปิดไฟให้สว่างในตอนกลางวันเพื่อให้ท่านรับรู้เวลา
การระงับปวดเฉพาะจุด: หมอมักใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาท (Nerve Block) เพื่อลดปวดโดยไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่มีผลต่อสมองมากเกินไป
ดื่มน้ำและทานอาหาร: ดูแลไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและสารอาหาร
จำกัดการใช้สายยาง: เลี่ยงการผูกยึดผู้ป่วยหรือการใส่สายปัสสาวะถ้าไม่จำเป็น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความรำคาญและทำให้เพ้อหนักขึ้น
ข่าวดีคือ ภาวะสับสนเฉียบพลันสามารถหายได้ครับ หากเราหาต้นเหตุเจอและรักษาได้ทันท่วงที ส่วนใหญ่เมื่อได้รับการผ่าตัดที่รวดเร็วและกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย อาการเพ้อจะค่อยๆ หายไปเองภายในไม่กี่วัน
แต่หากปล่อยให้นอนติดเตียงนานๆ โดยไม่รักษา อาการเพ้อนี้อาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมถาวรหรือทำให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดทำได้ยากขึ้นมากครับ
อยู่ใกล้ชิด: การมีคนที่คุ้นเคยอยู่ข้างๆ ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกปลอดภัยและลดความสับสนได้ดีที่สุด
ชวนคุยเรื่องที่ท่านจำได้: ช่วยกระตุ้นความจำและสมาธิเป็นระยะๆ
เตรียมอุปกรณ์ช่วยฟังและแว่นตา: การที่ท่านมองเห็นและได้ยินชัดเจน จะลดความระแวงและสับสน
สังเกตอาการผิดปกติ: หากเริ่มพูดจาแปลกๆ หรือซึมลง ให้รีบแจ้งพยาบาลหรือหมอทันที
สนับสนุนการผ่าตัดที่รวดเร็ว: ยิ่งผ่าเร็วเท่าไหร่ โอกาสเกิดภาวะเพ้อน้อยลงเท่านั้นครับ
Q: อาการเพ้อคือบ้าหรือเปล่า? A: ไม่ใช่ครับ มันคืออาการเจ็บป่วยทางกายที่ส่งผลต่อสมองชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่โรคจิตเวชครับ
Q: ทำไมตอนกลางคืนถึงเพ้อหนักกว่ากลางวัน? A: เราเรียกว่าภาวะ Sundowning ครับ เมื่อแสงสว่างลดลง สมองที่ล้าอยู่แล้วจะสูญเสียการรับรู้ทิศทางและเวลาได้ง่ายขึ้น
Q: ยานอนหลับช่วยให้หายเพ้อไหม? A: ส่วนใหญ่ยากลุ่มยานอนหลับมักทำให้ภาวะสับสนเฉียบพลันแย่ลงครับ หมอจึงมักจะหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็นจริงๆ
ภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) พบได้บ่อยมากในผู้ป่วยสะโพกหัก
สาเหตุหลักมาจากความปวด การขาดน้ำ สภาพแวดล้อม และยาบางชนิด
อาการเพ้อไม่ใช่โรคสมองเสื่อม และสามารถรักษาให้หายขาดได้
การผ่าตัดให้หายปวดโดยเร็ว (ภายใน 24-48 ชม.) คือวิธีป้องกันและรักษาที่ดีที่สุด
กำลังใจและการดูแลใกล้ชิดจากครอบครัวคือยาขนานเอกที่ช่วยให้สมองฟื้นตัว
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#สะโพกหัก #ผู้สูงอายุเพ้อ #ภาวะสับสนเฉียบพลัน #Delirium #กระดูกสะโพกหัก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ดูแลผู้สูงอายุ #สมองเสื่อม #ผ่าตัดสะโพก #สุขภาพผู้สูงอายุ #นาทีทอง #หกล้มในผู้สูงอายุ #กระดูกพรุน #GeriatricCare #HipSurgery