แนวทางเวชปฏิบัติใหม่สำหรับการรักษาโรคเกาต์ พ.ศ. 2569

1. เข้าใจ "โรคเกาต์" ในมุมมองใหม่

โรคเกาต์ไม่ใช่แค่การปวดข้อแล้วกินยาแก้ปวดก็จบไป แต่เกิดจากการมี กรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนเกิดผลึกสะสมในข้อและอวัยวะต่างๆ หากปล่อยไว้ไม่รักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ข้อผิดรูป พิการ ไตวาย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้


2. การรักษาเมื่อมีอาการ "ปวดข้อกำเริบ" (ระยะเฉียบพลัน)

เมื่อมีอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้อ แนวทางใหม่แนะนำดังนี้:


3. การรักษาระยะยาว (การใช้ยาลดกรดยูริก)

เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการลดระดับกรดยูริกเพื่อให้ผลึกที่สะสมอยู่ "ละลาย" ออกไป

  • ใครบ้างที่ต้องกินยาลดยูริก:

4. มีอะไรใหม่ในแนวทางเวชปฏิบัติฉบับปี 2569 นี้?

มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยและคุ้มค่าสำหรับคนไทยมากขึ้น ดังนี้:

1) การตรวจยีนแพ้ยาก่อนเริ่มยา Allopurinol

แนวทางใหม่แนะนำให้พิจารณาตรวจยีน HLA-B*58:01 ในผู้ป่วยรายใหม่ก่อนเริ่มยา Allopurinol เพื่อป้องกันการเกิดผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง ซึ่งปัจจุบันการตรวจนี้อยู่ในสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว

2) กลยุทธ์ "เริ่มน้อยๆ ค่อยๆ ปรับ" (Start low, Go slow)

เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบหนักในช่วงแรก แนะนำให้เริ่มยาลดยูริกในขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขนาดขึ้นทุกเดือนจนกว่าจะถึงระดับเป้าหมาย

3) การใช้ยาผสม (Combination Therapy)

ในกรณีที่ใช้ยาลดกรดยูริกชนิดเดียวแล้วยังคุมระดับยูริกไม่ได้ตามเป้าหมาย แนวทางฉบับนี้อนุญาตให้แพทย์พิจารณาใช้ยาลดกรดยูริก 2 กลุ่มร่วมกันได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

4) ยาลดความดันและยาแก้ปวดหัวใจที่มีผลพลอยได้


5. การปรับพฤติกรรม: สิ่งที่ต้องทำและควรเลี่ยง


บทสรุปจากหมอ: หัวใจของการรักษาเกาต์ยุคใหม่คือ "Treat to Target" หรือการรักษาให้ถึงเป้าหมาย (ยูริกต่ำกว่า 6) โดยคนไข้ต้องมีวินัยในการกินยาอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีอาการปวด เพื่อไม่ให้โรคกลับมากำเริบและป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคตครับ