
“คุณหมอครับ ผมอุตส่าห์ไปหาหมอ ได้ยาลดยูริกมากินสม่ำเสมอ แต่ทำไมจู่ๆ ข้อเท้ากลับมาบวมเป่ง ปวดจนเดินไม่ได้ยิ่งกว่าเดิมอีก ยานี้มันไม่ได้ผลหรือเปล่าครับ?”
นี่คือคำถามสุดคลาสสิกที่คุณวิชัย (นามสมมติ) วัย 52 ปี เข้ามาปรึกษาหมอด้วยความท้อใจ คุณวิชัยเป็นโรคเก๊าท์มาหลายปี ล่าสุดตัดสินใจรักษาจริงจัง เริ่มทานยาลดยูริกได้เพียง 2 สัปดาห์ แต่อาการปวดกลับกำเริบขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนเกือบจะถอดใจเลิกกินยาไปเอง
เหตุการณ์ที่คุณวิชัยเจอ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติครับ และไม่ใช่ว่ายาไม่ได้ผล แต่นี่คือกลไกการรักษาที่หมออยากเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ แบบนี้ครับ
ลองนึกภาพว่าตามข้อต่างๆ ของเราที่มีกรดยูริกสะสมมานาน มันจะกลายเป็น "ผลึกก้อนแข็งๆ" เหมือนก้อนเกลือหรือหินปูนที่เกาะอยู่ตามซอกท่อระบายน้ำ พอเราเริ่มทานยาลดยูริก ระดับยูริกในกระแสเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ก้อนผลึกที่เคยเกาะแน่นอยู่ตามข้อเกิดการ "ละลายหรือแตกตัว" ออกมา
พอก้อนผลึกเหล่านี้แตกตัวหรือขยับที่ ร่างกายเราจะมองว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมใหม่ เม็ดเลือดขาวจึงรุมเข้าไปโจมตีจนเกิดการอักเสบ บวม แดง และปวดขึ้นมานั่นเอง ภาษาหมอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Mobilization Flare หรือการกำเริบจากการเคลื่อนตัวของผลึกครับ
โรคเก๊าท์ (Gout) คือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ติดต่อกันเป็นเวลานาน จนกรดยูริกนั้นตกตะกอนเป็นผลึกรูปเข็มในข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบๆ
สาเหตุและการเกิดโรค:
ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริกออกได้น้อยลง
การทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น ยอดผัก เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำหวานที่มีฟรุกโตสสูง
การเริ่มยาลดยูริกในขนาดที่สูงเกินไปตั้งแต่แรก
การทานยาลดยูริกบ้างหยุดบ้าง ไม่ต่อเนื่อง
ภาวะขาดน้ำ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป
การทานอาหารแสลงในช่วงที่กำลังปรับยา
เมื่อคนไข้มีอาการปวดข้อ หมอจะทำการตรวจดังนี้:
การตรวจร่างกาย: ดูตำแหน่งที่ปวด (มักเป็นโคนนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า)
เจาะเลือด: ดูระดับกรดยูริกและค่าการทำงานของไต
อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เพื่อดูการสะสมของผลึกยูริกในข้อ (Double Contour Sign)
เจาะน้ำไขข้อ: เพื่อส่องกล้องตรวจหาผลึกรูปเข็ม (ในกรณีที่วินิจฉัยยาก)
ห้ามหยุดยาลดยูริกเด็ดขาด: แม้จะปวดก็ต้องทานต่อไป เพราะการหยุดยาจะทำให้ระดับยูริกแกว่ง และปวดนานกว่าเดิม
ทานยาแก้ปวดตามสั่ง: หมอมักจะจ่ายยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาโคลชิซิน (Colchicine) ควบคู่ไปกับยาลดยูริกในช่วง 3-6 เดือนแรก เพื่อป้องกันอาการกำเริบ
ประคบเย็น: ช่วยลดอาการบวมและอักเสบได้ดีในระยะเฉียบพลัน
ดื่มน้ำมากๆ: เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกมาทางปัสสาวะได้ดีขึ้น
การผ่าตัด: จะทำเฉพาะในกรณีที่มีก้อนโทฟัส (Tophus) ขนาดใหญ่จนทำลายข้อหรือกดทับเส้นประสาทเท่านั้น
โรคเก๊าท์เป็นโรคที่ "รักษาให้สงบได้" ครับ หากคนไข้ทานยาต่อเนื่องจนระดับยูริกในเลือดต่ำกว่า 6 mg/dL เป็นเวลานานพอ ผลึกที่สะสมตามข้อจะละลายออกไปหมด จนไม่มีอาการปวดกำเริบอีกเลย เหมือนคนปกติทั่วไป แต่ต้องอาศัยวินัยและความเข้าใจในช่วงแรกครับ
ข้อผิดรูปและพิการ
นิ่วในไต
ภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง
ก้อนยูริกสะสมตามผิวหนัง (Tophus)
ทานยาลดยูริกอย่างสม่ำเสมอ ห้ามปรับยาเอง
เลี่ยงแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ และเครื่องดื่มรสหวาน
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน
เลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูงในช่วงที่โรคยังไม่สงบ
ควบคุมน้ำหนักตัวและรักษาโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง
Q: ทานยาลดยูริกแล้วปวด ต้องหยุดยาไหม? หมอเก่ง: ห้ามหยุดครับ ให้ทานยาแก้ปวดที่หมอจัดไว้ให้ควบคู่กันไป อาการปวดจะค่อยๆ ลดลงเองในไม่กี่วันครับ
Q: ต้องทานยาลดยูริกไปนานแค่ไหน? หมอเก่ง: ส่วนใหญ่มักต้องทานต่อเนื่องระยะยาว เพื่อคุมระดับยูริกให้ต่ำและป้องกันผลึกใหม่ตกตะกอนครับ
Q: อาหารยอดผัก ทานได้ไหม? หมอเก่ง: ทานได้บ้างในปริมาณที่พอเหมาะหากระดับยูริกคุมได้ดีแล้ว แต่ช่วงที่ปวดบ่อยๆ ควรเลี่ยงไปก่อนครับ
อาการปวดเมื่อเริ่มยาลดยูริก เกิดจากการที่ผลึกยูริกเก่าเริ่มละลาย
เป็นสัญญาณว่า "ยากำลังทำงาน" ไม่ใช่ยาไม่ได้ผล
ห้ามหยุดยาลดยูริกเองเมื่อมีอาการปวด
ต้องทานยาแก้ปวดป้องกันควบคู่ไปกับยาลดยูริกตามแผนการรักษา
เป้าหมายคือคุมระดับยูริกให้ต่ำกว่า 6 mg/dL เพื่อการรักษาที่ยั่งยืน
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#โรคเก๊าท์ #ปวดข้อ #กรดยูริกสูง #ยาลดยูริก #ข้ออักเสบ #กินยาแล้วทำไมยังปวด #รูมาตอยด์ #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เชียงใหม่ #Gout #Hyperuricemia #UricAcid #Allopurinol #Orthopedics