
คุณเคยรู้สึกไหมครับ? นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ไปสักพัก เริ่มรู้สึกหนักที่ต้นคอ ลามมาที่บ่าและไหล่ เหมือนมีใครมานั่งทับไว้ พอนานไปอาการกลับไม่ใช่แค่ปวดเมื่อย แต่มันเริ่มมีความรู้สึกเหมือน "ไฟฟ้าช็อต" วิ่งผ่านลงไปที่แขน บางครั้งก็เริ่มรู้สึกว่านิ้วมือมันหนาๆ ชาๆ หยิบจับอะไรก็ลำบาก อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณว่า หมอนรองกระดูกคอของคุณกำลังเสื่อม จนไปรบกวนเส้นประสาทเข้าให้แล้ว
คุณสมชาย อายุ 45 ปี กราฟิกดีไซน์เนอร์หนุ่มใหญ่ที่ต้องใช้เวลาวันละ 10-12 ชั่วโมงหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือ เริ่มแรกเขาคิดว่าตัวเองเป็นแค่ "ออฟฟิศซินโดรม" จึงไปนวดแผนไทยเป็นประจำ แต่อาการกลับแย่ลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่งคุณสมชายรู้สึกปวดคออย่างรุนแรงและมีอาการ "ชามือ" จนเกือบทำเมาส์หลุดมือ เมื่อพยายามแหงนคอ อาการชาก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น คุณสมชายเริ่มกังวลว่าตัวเองจะเป็นอัมพฤกษ์หรือไม่ จนในที่สุดต้องตัดสินใจมาพบหมอเพื่อหาความจริง
เพื่อให้พี่น้องเข้าใจง่ายๆ หมออยากให้ลองนึกภาพ หมอนรองกระดูกคอ เหมือนกับ "ขนมปังโดนัทสอดไส้" ครับ ตัวโดนัทคือเนื้อเยื่อหุ้มรอบๆ ส่วนไส้ข้างในจะเป็นเจลนิ่มๆ ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกคอ
เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานผิดท่า (เช่น ก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ) ตัวโดนัทจะเริ่มแตกร้าว ทำให้ไส้เจลข้างใน "ปลิ้น" ออกมา หรือบางครั้งกระดูกคอเองก็สร้างกระดูกงอกขึ้นมาใหม่เพื่อประคองข้อต่อ แต่ปัญหาคือไอ้เจ้าไส้ที่ปลิ้นหรือกระดูกงอกเนี่ย มันมักจะไป "กดทับ" เส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเส้นประสาทเส้นนี้แหละครับที่ทำหน้าที่ส่งกระสัญญาณไฟไปยังแขนและมือ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเจ็บที่คอแต่ไปชารู้สึกที่ปลายนิ้ว
โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) คือภาวะที่หมอนรองกระดูกซึ่งเป็นตัวเชื่อมกระดูกสันหลังส่วนคอมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพ
สาเหตุและการเกิดโรค: เกิดจากการเสื่อมสภาพตามอายุขัย และการใช้งานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมซ้ำๆ ทำให้หมอนรองกระดูกขาดความยืดหยุ่น ยุบตัวลง หรือปลิ้นออกมาจนไปเบียดช่องทางเดินของเส้นประสาท
อาการ:
ปวดตื้อๆ บริเวณต้นคอ บ่า ไหล่
อาการปวดร้าวไฟฟ้าช็อตลงไปที่แขน หรือสะบัก
มีอาการชาที่ปลายนิ้วมือ หรือฝ่ามือ
ในรายที่เป็นมาก อาจเริ่มมีอาการแขนอ่อนแรง หยิบของหลุดมือบ่อยๆ
พฤติกรรม "สังคมก้มหน้า": การก้มเล่นมือถือต่อเนื่องทำให้คอต้องรับน้ำหนักหัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า
การจัดโต๊ะทำงานไม่เหมาะสม: หน้าจอสูงหรือต่ำเกินไป ทำให้คอต้องเกร็งตลอดเวลา
อายุที่เพิ่มขึ้น: กระบวนการเสื่อมตามธรรมชาติมักเริ่มหลังอายุ 40 ปี
การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้เสื่อมไวขึ้น
อุบัติเหตุทางรถยนต์: แรงกระแทกที่ทำให้คอสะบัด (Whiplash injury) ในอดีต
การตรวจร่างกาย: หมอจะตรวจกำลังกล้ามเนื้อแขน การตอบสนองของสะท้อน (Reflex) และการทดสอบท่าทางที่กระตุ้นให้ชา
เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกคอและช่องว่างระหว่างข้อว่าแคบลงหรือไม่
MRI (Magnetic Resonance Imaging): เป็นพระเอกในการดูหมอนรองกระดูก ช่วยให้เห็นชัดเจนว่ามีการกดทับเส้นประสาทตรงไหนและรุนแรงเพียงใด
การตรวจไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG): ในบางรายหมออาจส่งตรวจเพื่อประเมินความเสียหายของเส้นประสาทให้ชัดเจน
หลายคนพอได้ยินเรื่อง "กระดูกทับเส้น" ก็กลัวว่าจะต้องผ่าตัดคอ ซึ่งในความเป็นจริง ผู้ป่วยกว่า 80-90% สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดครับ
การปรับพฤติกรรม: ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ระดับสายตา เปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-45 นาที
กายภาพบำบัด: การดึงคอ (Traction) เพื่อลดแรงกด หรือการใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์ความร้อนสูง
การใช้ยา: ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาบำรุงเส้นประสาท
การฉีดยาเฉพาะจุด: หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่รอบๆ รากประสาทที่ถูกกดทับ ช่วยลดความปวดและชาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
การผ่าตัด: จะทำเฉพาะเมื่อมีอาการอ่อนแรงชัดเจน ควบคุมการเดินไม่ได้ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลนานเกิน 6-12 สัปดาห์
อาการปวดและชาสามารถหายได้หรือดีขึ้นมากจนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ครับ แต่หมอนรองกระดูกที่เสื่อมไปแล้วไม่สามารถกลับมาใหม่เหมือนวัยรุ่นได้ สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเองไม่ให้มัน "เสื่อมเพิ่ม" และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำครับ
กล้ามเนื้อแขนลีบฝ่อ
สูญเสียการรับรู้ความรู้สึกถาวร
หากกดทับไขสันหลังอาจส่งผลต่อการเดินและการขับถ่าย (ภาวะอันตราย)
ปรับระดับสายตา: ให้ขอบบนของจอคอมพิวเตอร์อยู่ระดับสายตาพอดี
ยืดเหยียดคอบ่อยๆ: ทุก 1 ชั่วโมง ให้บริหารคอเบาๆ
นอนหมอนที่รับส่วนโค้งของคอ: ไม่สูงเกินไปและไม่ต่ำเกินไป
งดการสะบัดคอแรงๆ: เพราะจะทำให้ข้อต่อกระดูกคอสึกหรอเร็วขึ้น
เสริมสร้างกล้ามเนื้อคอ: ออกกำลังกายบริหารคอแบบต้านแรง (Isometric exercise)
Q: ปวดคอแล้วชามือ อันตรายไหม? A: หากมีอาการชาต่อเนื่อง หรือมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าเส้นประสาทเริ่มเสียหาย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ
Q: ปวดคอต้องตรวจ MRI ทุกคนหรือไม่? A: ไม่จำเป็นครับ หมอจะพิจารณาในรายที่มีอาการปวดรุนแรง รักษาเบื้องต้นไม่ดีขึ้น หรือมีอาการทางประสาทชัดเจน เช่น ชาหรืออ่อนแรง
Q: นวดแผนไทยแก้อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นได้ไหม? A: การนวดช่วยคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งได้ แต่ต้องระวัง "การดัด ดึง หรือกระแทกคอ" เพราะอาจทำให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นอยู่แล้วกระแทกเส้นประสาทรุนแรงขึ้นได้ครับ
ปวดคอร้าวลงแขนร่วมกับอาการชา มักเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับ
พฤติกรรมก้มเล่นมือถือนานๆ คือตัวการสำคัญที่ทำให้คอเสื่อมก่อนวัย
การตรวจ MRI ช่วยระบุตำแหน่งการกดทับได้แม่นยำที่สุด
การฉีดยาลดอักเสบโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพก่อนการผ่าตัด
การปรับท่าทางในการทำงานและการบริหารกล้ามเนื้อคอ คือกุญแจสำคัญในการรักษาที่ยั่งยืน
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดคอ #ชามือ #หมอนรองกระดูกคอเสื่อม #กระดูกทับเส้น #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดร้าวลงแขน #ปวดบ่าไหล่ #รักษาอาการปวด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ฉีดยาลดปวด #CervicalSpondylosis #NeckPain #Radiculopathy #PhysicalTherapy #Orthopedics