
“คุณหมอคะ ช่วงนี้ปวดคอหนักมาก พยายามนวดก็ไม่หาย แถมตอนนี้อาการมันเริ่มวิ่งร้าวลงไปที่สะบัก บางทีก็จี๊ดไปถึงปลายนิ้ว แขนขวาเริ่มรู้สึกชาๆ หนาๆ เหมือนเป็นเหน็บตลอดเวลา แบบนี้หนูเป็นอะไรคะ ใช่หมอนรองกระดูกทับเส้นไหม?”
อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนภัยที่พบบ่อยมากครับ โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยเลข 5 ที่ต้องทำงานบ้านหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์มานาน วันนี้หมอจะมาอธิบายให้ฟังครับว่า อาการ "ปวดร้าวและชา" ที่คุณกำลังเจออยู่ มีที่มาที่ไปอย่างไร และเราจะจัดการกับมันได้อย่างไรบ้าง
หมอขออนุญาตเล่าเรื่องเคสสมมติของคุณ "ศิริพร" อายุ 55 ปี เป็นคุณแม่บ้านที่ต้องก้มๆ เงยๆ ทำงานบ้านและชอบใช้เวลาว่างดูซีรีส์ในโทรศัพท์มือถือ คุณศิริพรเริ่มมีอาการปวดตึงที่ลำคอและบ่า ตอนแรกคิดว่าแค่เมื่อยธรรมดาจึงไปนวดแผนไทยบ่อยครั้ง
แต่พักหลังอาการเริ่มเปลี่ยนไป คุณศิริพรเริ่มรู้สึกปวดลึกๆ ที่สะบักขวาเหมือนมีคนเอาเข็มมาแทง และที่น่าตกใจคือเริ่มมีอาการ "ไฟฟ้าช็อต" วิ่งลงไปที่แขนขวาจนถึงปลายนิ้ว เวลาหยิบจับตะหลิวทำกับข้าวเริ่มรู้สึกว่ามือไม่ค่อยมีแรงและชามือขวาตลอดเวลา จนทำให้เริ่มกังวลว่าจะเป็นอัมพฤกษ์หรือไม่
ลองนึกภาพตามหมอนะครับ กระดูกคอของเราเรียงต่อกันเป็นข้อๆ โดยมี "หมอนรองกระดูก" คั่นกลาง ทำหน้าที่เหมือน "โช้คอัพ" รถยนต์ที่คอยรับแรงกระแทกและช่วยให้เราก้มเงยคอได้สะดวก
เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานหนักเกินไป โช้คอัพนี้จะเริ่ม "เสื่อมและบางลง" (Cervical Spondylosis) บางครั้งไส้ข้างในของหมอนรองกระดูกอาจจะปลิ้นออกมาเหมือน "ไส้ขนมปัง" ที่ถูกกดทับจนทะลักออกมา แล้วไปสะกิดหรือกดเบียดเส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเส้นประสาทเส้นนี้แหละครับที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปที่สะบัก แขน และมือ เมื่อมันถูกกดทับ สัญญาณจึงผิดเพี้ยนกลายเป็นความปวดและความชานั่นเองครับ
โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) คือภาวะที่กระดูกคอ หมอนรองกระดูก หรือข้อต่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางความเสื่อมตามวัย
อาการที่พบบ่อย:
ปวดคอเรื้อรัง และปวดร้าวลึกๆ ไปที่สะบัก (Scapular pain)
มีอาการปวดแปลบเหมือนไฟช็อตลงแขน (Radiculopathy)
ชาแขน หรือชามือตามแนวของเส้นประสาทที่ถูกทับ
หากเป็นมาก อาจมีอาการกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง หยิบจับของหล่นบ่อย
อายุ: เมื่อเข้าสู่วัย 50 ปีขึ้นไป หมอนรองกระดูกจะเริ่มสูญเสียน้ำและความยืดหยุ่น
ท่าทางที่ผิดสุขลักษณะ: การก้มหน้าเล่นมือถือหรือก้มอ่านหนังสือนานๆ (Text Neck)
การใช้งานซ้ำๆ: งานที่ต้องแหงนคอหรือเกร็งคออยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน
อุบัติเหตุในอดีต: เช่น เคยตกบันได หรือรถชนที่ทำให้คอสะบัดแรงๆ
บุหรี่: สารในบุหรี่ขัดขวางการนำเลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูก ทำให้เสื่อมเร็วกว่าปกติ
เพื่อให้ทราบชัดเจนว่าเส้นประสาทเส้นไหนถูกทับ หมอจะดำเนินการดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบกำลังกล้ามเนื้อแขน การสะท้อนกลับ (Reflex) และทดสอบความรู้สึกที่ผิวหนัง
เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูก ดูว่าช่องระหว่างกระดูกแคบลงไหม หรือมีกระดูกงอกมาทับเส้นประสาทหรือไม่
MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): วิธีนี้จะเห็น "หมอนรองกระดูก" และ "เส้นประสาท" ได้ชัดเจนที่สุด หมอจะเห็นเลยว่าหมอนรองกระดูกของคุณแม่ปลิ้นออกมามากน้อยแค่ไหน
การตรวจพิเศษอื่นๆ: เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) หากมีความจำเป็นต้องแยกโรคทางประสาทส่วนปลาย
หมอขอย้ำให้สบายใจครับว่า คนไข้กว่า 90% หายได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด โดยเราจะค่อยๆ รักษาตามลำดับ:
ปรับพฤติกรรม: ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ระดับสายตา เลิกก้มเล่นมือถือนานๆ เปลี่ยนท่าทางทุก 45 นาที
กายภาพบำบัด: การดึงคอ (Cervical Traction) เพื่อเพิ่มช่องว่างให้เส้นประสาทหายถูกทับ และการบริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง
การใช้ยา: ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาลดการอักเสบของเส้นประสาท และยาคลายกล้ามเนื้อ
การฉีดยาเฉพาะจุดด้วย Ultrasound: หากปวดมาก หมอจะใช้ เครื่อง Ultrasound นำวิถี เพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่รอบๆ เส้นประสาทที่ถูกทับ วิธีนี้แม่นยำมากและช่วยให้คนไข้ไม่ต้องทานยาจำนวนมาก
การผ่าตัด: หมอจะพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีอาการอ่อนแรงชัดเจน หรือรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเต็มที่ 2-3 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น
อาการปวดร้าวและชามักจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับเมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องครับ แต่อาจต้องใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์เพื่อให้การอักเสบของเส้นประสาทลดลง โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากเรายังกลับไปใช้คอผิดท่าแบบเดิมๆ ดังนั้นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอจึงสำคัญมากครับ
หากทิ้งไว้จนเส้นประสาทเสียหายรุนแรง อาจเกิด:
กล้ามเนื้อแขนขวาลีบเล็กลง
การทำงานของมือที่ต้องใช้ความละเอียด (เช่น ติดกระดุม เขียนหนังสือ) ทำได้ยากขึ้น
หากมีการกดทับไขสันหลังร่วมด้วย อาจทำให้การเดินมีปัญหา ขาตึงและก้าวลำบาก
จัดระเบียบสายตา: เวลาดูมือถือให้ยกเครื่องขึ้นมาในระดับสายตาเสมอ
หนุนหมอนให้พอดี: หมอนต้องไม่สูงหรือต่ำเกินไป โดยต้องรองรับส่วนโค้งของกระดูกคอได้ทั้งหมด
ยืดเหยียดบ่อยๆ: ฝึกหมุนคอและเอียงคอเบาๆ ระหว่างวัน
เลิกแบกของหนักข้างเดียว: เลี่ยงการสะพายกระเป๋าหนักๆ ที่ไหล่ข้างขวาเพียงข้างเดียว
เลิกสูบบุหรี่: เพื่อให้หมอนรองกระดูกได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ
Q: ปวดคอร้าวลงสะบัก อันตรายไหม? หมอเก่ง: เป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทคอถูกรบกวนครับ แม้ส่วนใหญ่ไม่อันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก และถ้าทิ้งไว้นานอาจทำให้กล้ามเนื้อลีบได้ครับ
Q: ต้องตรวจ MRI ทุกรายหรือไม่? หมอเก่ง: ไม่จำเป็นครับ หากเริ่มมีอาการไม่นาน หมออาจลองรักษาด้วยยาและกายภาพดูก่อน แต่ถ้ามีอาการชานานๆ หรือเริ่มอ่อนแรง การทำ MRI จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้แม่นยำที่สุดครับ
Q: นวดคอช่วยให้หายขาดไหม? หมอเก่ง: การนวดช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่หมอนรองกระดูกได้ และต้องระวังการบิดดัดคอแรงๆ เพราะอาจทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นมากขึ้นครับ
อาการปวดร้าวลงสะบักและชามือขวา มักเกิดจากหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท
วัย 55 ปี เป็นช่วงวัยที่ความเสื่อมของกระดูกเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ
การปรับท่าทางในการทำงานและการเล่นมือถือคือหัวใจหลักของการหายขาด
การฉีดยานำวิถีด้วยอัลตราซาวด์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ปวดมากแต่ไม่อยากผ่าตัด
ส่วนใหญ่รักษาหายได้ด้วยวิธีประคับประคอง ไม่ต้องกังวลเรื่องการผ่าตัดจนเกินไปครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดคอ #หมอนรองกระดูกคอเสื่อม #ปวดร้าวลงแขน #ชามือ #ปวดสะบัก #กระดูกคอทับเส้น #ออฟฟิศซินโดรม #กายภาพบำบัด #ไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #CervicalRadiculopathy #NeckPain #SpineCare #ShoulderPain #Numbness