
กรณีของคุณลุงที่ตรวจพบค่า eGFR 58 (จัดอยู่ในโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3a) และทานยา Sulfin (Sulfinpyrazone) มานาน ยานี้มีกลไกขับยูริกออกทางปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้ไตทำงานหนักและเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้จริงครับ เมื่อค่าไตเริ่มลดลงต่ำกว่า 60 การเปลี่ยนมาใช้กลุ่ม Allopurinol ที่ลดการสร้างยูริกจากต้นตอจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมตามมาตรฐานการแพทย์ครับ
แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนยาในคนไข้ที่มีข้อจำกัดเรื่องไตต้องทำอย่างระมัดระวัง หมอขอตอบข้อสงสัยของคุณลุงดังนี้ครับ
คำตอบคือ: ยังไม่ควรหยุดยาครับ
เหตุผลคือ คุณลุงเป็นเก๊าท์มานานถึง 15 ปี ร่างกายอาจมีผลึกเก๊าท์สะสมอยู่ตามข้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ (แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) การที่คุณลุงมีค่ายูริก 5.2 นั้น เป็นผลมาจากการทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์เป้าหมายที่ดีมาก (เป้าหมายสำหรับเก๊าท์เรื้อรังคือควรต่ำกว่า 6.0 หรือ 5.0 ในรายที่มีปุ่มโทฟัส)
หากคุณลุงหยุดยาตอนนี้ ระดับยูริกในเลือดจะพุ่งสูงกลับขึ้นมาทันที และผลึกเก๊าท์ที่สะสมอยู่อาจจะละลายออกมาทำให้เกิดอาการ "ข้ออักเสบกำเริบอย่างรุนแรง" ได้ครับ ซึ่งเมื่อข้ออักเสบ คุณลุงอาจต้องไปทานยาแก้ปวดกลุ่มกัดกระเพาะ (NSAIDs) ซึ่งยากลุ่มนั้น อันตรายต่อไตมากกว่ายาคุมเก๊าท์หลายเท่าตัวครับ
คำตอบคือ: ในทางตรงกันข้าม การคุมยูริกให้ต่ำด้วย Allopurinol ช่วย "ถนอมไต" ได้ครับ
มีงานวิจัยยืนยันว่า ระดับกรดยูริกที่สูงเกินไปเป็นพิษต่อเซลล์ไตและทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ดังนั้นการทานยา Allopurinol เพื่อคุมยูริกให้ต่ำกว่า 6.0 จะช่วยลดการอักเสบในไตและชะลอความเสื่อมของไตได้ครับ
แต่ข้อควรระวังคือ:
อาการแพ้ยา: ในคนไทยบางรายอาจมีพันธุกรรมที่แพ้ยา Allopurinol รุนแรง (ผื่นลอกตามตัว) หากคุณลุงทานแล้วมีผื่น คัน หรือตาแดง ให้หยุดยาทันทีและพบแพทย์ครับ
ขนาดที่เหมาะสม: ยานี้ขับออกทางไต ดังนั้นต้องปรับขนาดตามค่า eGFR ครับ
สำหรับค่า eGFR 58 ของคุณลุง หมอขอให้ความเห็นตามหลักวิชาการดังนี้ครับ:
ขนาด 300 mg: อาจจะ "สูงเกินไป" สำหรับการเริ่มต้นในผู้ป่วยที่มี eGFR ต่ำกว่า 60 ครับ
คำแนะนำทั่วไป: แพทย์มักเริ่มที่ 50-100 mg ต่อวัน แล้วค่อยๆ ตรวจเลือดดูระดับยูริกและผลข้างเคียงทุก 2-4 สัปดาห์ หากยูริกยังไม่ลงถึงเป้าหมาย จึงค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างช้าๆ
การทาน 300 mg ทันที: มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ยารุนแรงได้มากกว่าการเริ่มจากโดสน้อยๆ และอาจทำให้เก๊าท์กำเริบเฉียบพลันจากการที่ระดับยูริกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปครับ
ข้อแนะนำ: คุณลุงควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาอีกครั้งว่า "ขอเริ่มที่ 100 mg ก่อนได้หรือไม่" เพื่อความปลอดภัยของไตและลดความเสี่ยงการแพ้ยาครับ
คุมความดันโลหิต: พยายามให้ไม่เกิน 130/80 mmHg เพราะความดันสูงคือศัตรูอันดับหนึ่งของไต
หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: เช่น ยาชุด ยาแก้เส้น ยาแก้ปวดข้อชนิดแรง (เช่น Diclofenac, Naproxen) ยากลุ่มนี้ทำให้ไตวายเฉียบพลันได้ง่ายมาก
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: ประมาณ 1.5 - 2 ลิตรต่อวัน (หากไม่มีอาการบวมน้ำหรือโรคหัวใจ) เพื่อช่วยไตขับของเสีย
ระวังยาต่อมลูกหมากโต: ยา Xatral (Alfuzosin) ส่วนใหญ่ปลอดภัยต่อไต แต่ต้องคอยระวังเรื่องความดันตกเวลาเปลี่ยนท่า
คุมอาหารรสเค็ม: ลดการทานโซเดียม ผงชูรส และอาหารแปรรูป
Q: ทำไมหมอถึงจ่าย 300 mg มาให้เลย? A: แพทย์อาจจะพิจารณาจากระดับยูริกเดิมหรือความรุนแรงของโรค แต่ในทางปฏิบัติสำหรับผู้สูงอายุที่มีค่าไตเริ่มเสื่อม การเริ่มที่ 100 mg เป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า (Cautious approach) ครับ
Q: ถ้าเปลี่ยนยาแล้วปวดข้อขึ้นมาต้องทำอย่างไร? A: ช่วงเปลี่ยนยา ยูริกอาจแกว่งและทำให้ปวดข้อได้ ให้คุณลุงใช้การประคบเย็นและทานยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลก่อน หากไม่ไหวจริงๆ ให้ปรึกษาหมอเพื่อใช้ยา Colchicine ขนาดต่ำ (เช่น วันละ 1 เม็ด) ซึ่งปลอดภัยต่อไตมากกว่ายาแก้ปวดกลุ่มอื่นครับ
Q: สำหรับคำถามเรื่องการใช้ยา Febuxostat (ชื่อการค้าที่คุ้นเคยคือ Feburic) ยาลดกรดยูริกอีกตัว ในกรณีของคุณลุงถือว่าเป็นประเด็นที่ "ตรงจุดและสำคัญมาก" ครับ
คำตอบคือ คุณลุงสามารถใช้ยา Febuxostat ได้ครับ และในปัจจุบันยากลุ่มนี้มักเป็นทางเลือกที่หมอโรคข้อและหมอโรคไตนิยมใช้ในคนไข้ที่มีลักษณะเหมือนคุณลุงด้วยเหตุผลหลายประการครับ
หมอขอสรุปข้อดีและข้อควรระวังของ Febuxostat เมื่อเทียบกับ Allopurinol เพื่อให้คุณลุงเห็นภาพชัดขึ้นดังนี้ครับ:
ปลอดภัยต่อไตมากกว่า: ยา Allopurinol ขับออกทางไตเป็นหลัก แต่ Febuxostat ขับออกทาง "ตับ" เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเมื่อค่าไต eGFR เริ่มลดลง (เหมือนของคุณลุงที่ 58) ยากลุ่มนี้จึงค่อนข้างปลอดภัยและไม่ต้องปรับขนาดบ่อยเท่า Allopurinol ครับ
ประสิทธิภาพการลดระดับยูริก: Febuxostat มักลดระดับยูริกได้ดีและเร็วกว่า Allopurinol ในขนาดเริ่มต้น
ความเสี่ยงเรื่องการแพ้ยา: คนไทยมีพันธุกรรมแพ้ยา Allopurinol รุนแรงค่อนข้างบ่อย แต่การแพ้ยา Febuxostat แบบรุนแรงนั้นพบได้น้อยกว่ามากครับ
หากคุณหมอจะเปลี่ยนให้คุณลุงใช้ Febuxostat:
ขนาดเริ่มต้น: ปกติจะเริ่มที่ 40 mg วันละ 1 ครั้ง ครับ
เป้าหมาย: หลังจากทานไป 2-4 สัปดาห์ หมอจะเจาะเลือดดูค่ายูริกอีกครั้ง ถ้าค่ายูริกยังไม่ลงมาที่ 5 หรือ 6 ตามเป้า อาจจะปรับขึ้นเป็น 80 mg (แต่สำหรับคุณลุง ยูริกปัจจุบัน 5.2 แล้ว ขนาด 40 mg น่าจะเพียงพอในการประคองอาการครับ)
แม้จะดีต่อไต แต่ยากลุ่มนี้มีข้อที่ต้องระวังซึ่งคุณลุงควรทราบไว้ครับ:
เรื่องโรคหัวใจ: มีข้อมูลงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า ต้องระมัดระวังการใช้ Febuxostat ในคนไข้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจรุนแรง หรือเคยมีประวัติหัวใจขาดเลือด หากคุณลุงไม่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ ยานี้ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมครับ
ช่วงเปลี่ยนยา: เช่นเดียวกับยาลดเก๊าท์ทุกชนิด ช่วงที่เปลี่ยนมาใช้ Febuxostat ยูริกอาจจะลดลงเร็ว จนไปดึงเอาผลึกเก๊าท์เก่าๆ ให้ละลายออกมา ทำให้มีอาการ "ปวดข้อตุบๆ" ได้ในช่วงแรกครับ
หากคุณลุงกังวลเรื่องไตเสื่อมและกังวลเรื่องการแพ้ยา Allopurinol 300 mg ที่ได้รับมา "การขอเปลี่ยนเป็น Febuxostat 40 mg เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากครับ"
คุณลุงอาจจะลองปรึกษาคุณหมอท่านเดิมว่า:
"คุณหมอครับ ผมกังวลเรื่องผลข้างเคียงของ Allopurinol ต่อไตที่มีอยู่เดิม และกลัวการแพ้ยาเนื่องจากอายุเยอะแล้ว ผมสามารถเปลี่ยนไปใช้ยา Febuxostat 40 mg แทนได้ไหมครับ? เพราะทราบมาว่าขับออกทางตับเป็นหลักและปลอดภัยต่อไตมากกว่า"
Febuxostat เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนไข้เก๊าท์ที่มีภาวะไตเสื่อมระยะ 3a
เริ่มที่ขนาด 40 mg เพียงพอแล้วสำหรับคุณลุงที่ยูริกคุมได้ดีอยู่แล้วที่ 5.2
แจ้งหมอเรื่องประวัติโรคหัวใจ (ถ้ามี) ก่อนเริ่มใช้ยากลุ่มนี้
ค่ายา: ยา Febuxostat มักจะมีราคาสูงกว่า Allopurinol (ถ้าเป็นยานอกบัญชี) คุณลุงอาจลองเช็กเรื่องสิทธิการรักษาด้วยนะครับ
ห้ามหยุดยาเก๊าท์เอง แม้ยูริกจะ 5.2 เพราะจะทำให้ข้ออักเสบและไตทำงานหนักขึ้น
Allopurinol ช่วยถนอมไต หากคุมยูริกได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องขนาดที่สัมพันธ์กับค่า eGFR
ขนาด 100 mg เป็นจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยกว่า สำหรับผู้ที่มี eGFR 58 คุณลุงควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอปรับลดขนาดในช่วงแรก
เฝ้าระวังอาการแพ้ยา เช่น ผื่นแดง หรือไข้ อย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 เดือนแรกที่เปลี่ยนยา
ตรวจติดตามค่าไต (eGFR) และยูริก ทุก 3 เดือน เพื่อปรับขนาดยาให้แม่นยำที่สุด
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจและการปรึกษาแพทย์ ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์เจ้าของไข้ได้ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#เก๊าท์เรื้อรัง #ไตเสื่อม #Allopurinol #eGFR #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ยูริก #ต่อมลูกหมากโต #การใช้ยาในผู้สูงอายุ #ถนอมไต