
“ตื่นมาก็ปวดต้นคอ ร้าวลงไปที่บ่า บางวันลามไปถึงสะบัก” หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่เรื่องปกติของคนทำงานหนัก หรือแค่อาการออฟฟิศซินโดรมธรรมดาๆ แต่ถ้าวันหนึ่งคุณเริ่มรู้สึกว่า “มือไม่มีแรง” หยิบแก้วน้ำแล้วหลุดมือ ติดกระดุมเสื้อไม่ได้ หรือกำมือทำได้ยากขึ้น นี่คือสัญญาณอันตรายที่ร่างกายกำลังตะโกนบอกคุณว่า “ไม่ใช่แค่เรื่องเมื่อย แต่นี่คือสัญญาณของเส้นประสาทคอที่กำลังถูกคุกคามครับ”
คุณสมบูรณ์ (นามสมมติ) อายุ 52 ปี ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์และใช้มือถือสื่อสารกับลูกค้านานหลายชั่วโมงต่อวัน คุณสมบูรณ์เริ่มมีอาการปวดตึงที่ต้นคอและบ่าข้างขวามานานเกือบปี โดยมักจะไปนวดแผนไทยเพื่อให้หายเมื่อยเป็นครั้งคราว
แต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา อาการเริ่มเปลี่ยนไป คุณสมบูรณ์รู้สึกเหมือนมี "ไฟช็อต" ร้าวจากคอลงมาที่แขน และที่น่าตกใจที่สุดคือเวลาจะเซ็นชื่อหรือติดกระดุมเสื้อ มือขวากลับทำงานไม่ออก สั่งการได้ช้าลง และมือดูเหมือนจะอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด จนเขากังวลว่าจะเป็นอัมพฤกษ์หรือไม่
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมออยากให้ลองนึกภาพว่า กระดูกคอ ของเราเหมือนกับ "เสาไฟฟ้า" ที่เรียงต่อกันเป็นแถวครับ และภายในเสาไฟฟ้านี้จะมีสายไฟหลักวิ่งลงมา ซึ่งก็คือ ไขสันหลัง จากนั้นจะมีสายไฟย่อยๆ แยกออกมาจากช่องว่างระหว่างเสาไฟฟ้าแต่ละต้นเพื่อไปเลี้ยงแขนและมือของเรา
เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานคอผิดท่า (เช่น ก้มเล่นมือถือนานๆ หรือนอนหมอนสูงเกินไป) "ยางกันกระแทก" ระหว่างเสาไฟฟ้า หรือที่หมอเรียกว่า หมอนรองกระดูก มันอาจจะเสื่อมสภาพ แตก หรือปลิ้นออกมา เหมือนกับไส้ขนมปังที่ปลิ้นออกมาเวลาเรากดแรงๆ ครับ เจ้าไส้ที่ปลิ้นออกมานี้ หรือบางครั้งก็เป็นกระดูกงอกที่เกิดขึ้นใหม่ จะเข้าไป "เบียดหรือทับสายไฟ"(เส้นประสาท) ที่จะไปเลี้ยงมือ ผลที่ตามมาคือ สัญญาณไฟฟ้าเดินได้ไม่สะดวก มือจึงรู้สึกอ่อนแรง ชา หรือมีอาการปวดร้าวนั่นเองครับ
โรคนี้ในภาษาไทยเราเรียกว่า โรคกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท (Cervical Spondylosis with Radiculopathy) หรือบางครั้งเกิดจาก หมอนรองกระดูกคอเคลื่อนทับเส้นประสาท (Cervical Disc Herniation)
โรคคืออะไร: คือภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกคอ หมอนรองกระดูก หรือเอ็นรอบๆ จนไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทคอ
สาเหตุ: เกิดจากการเสื่อมตามวัย, การใช้งานคอที่หนักเกินไป, อุบัติเหตุ หรือท่าทางที่ผิดสุขลักษณะนานๆ
การเกิดโรค: เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับ จะเกิดกระบวนการอักเสบและการส่งกระแสประสาทที่ผิดปกติไปที่กล้ามเนื้อแขนและมือ
อาการ: ปวดร้าวจากคอลงไปที่แขน, ชาตามนิ้วมือ, และที่สำคัญที่สุดคือ กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง หรือในรายที่เป็นรุนแรงอาจจะมีอาการขาลีบเดินเซร่วมด้วย
อายุ: ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดความเสื่อมของกระดูกคอได้มากขึ้น
ท่าทาง (Posture): การก้มหน้าเล่นมือถือ หรือนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน (Text Neck Syndrome)
อาชีพ: งานที่ต้องแหงนคอหรือก้มคอซ้ำๆ หรืออาชีพที่ต้องใช้แรงแบกของหนักบนบ่า
พันธุกรรม: บางคนมีช่องไขสันหลังที่แคบกว่าปกติมาแต่กำเนิด
การสูบบุหรี่: นิโคตินส่งผลเสียต่อการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงหมอนรองกระดูก ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น
เมื่อมาพบหมอ เราจะไม่เพียงแค่ซักประวัติ แต่จะมีการตรวจอย่างละเอียดครับ
การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบแรงของกล้ามเนื้อแต่ละมัด ทดสอบการรับความรู้สึก และเคาะรีเฟล็กซ์ เพื่อหาว่าเส้นประสาทระดับไหนที่มีปัญหา
เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูกคอในภาพรวม ดูระยะห่างของข้อต่อ และมองหากระดูกงอก
MRI (Magnetic Resonance Imaging): นี่คือหัวใจสำคัญครับ เพราะจะช่วยให้หมอเห็นเนื้อเยื่ออ่อน หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทได้ชัดเจนมากว่าถูกทับตรงไหน มากน้อยเพียงใด
การตรวจกระแสไฟฟ้า (EMG/NCV): ในบางรายที่อาการไม่ชัดเจน หมออาจจะส่งตรวจไฟฟ้าเพื่อดูการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อโดยตรง
หมออยากเน้นย้ำว่า "ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" หากรักษาอย่างถูกจุดครับ
ปรับพฤติกรรม: นี่คือพื้นฐานสำคัญครับ ปรับความสูงจอคอมให้พอดีระดับสายตา พักการใช้งานคอทุกๆ 45 นาที และใช้หมอนที่รองรับส่วนโค้งของคอได้พอดี
กายภาพบำบัด: การทำ Ultra-sound, การดึงคอ (Traction) เพื่อลดการกดทับ และการฝึกบริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงเพื่อช่วยพยุงกระดูก
การใช้ยา: หมอจะให้ยาลดอักเสบ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาบำรุงเส้นประสาทในกลุ่มวิตามินบี เพื่อช่วยฟื้นฟูเส้นประสาทที่บาดเจ็บ
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound: ปัจจุบันเราสามารถฉีดยาลดอักเสบไปที่บริเวณรากประสาทที่ถูกทับได้โดยตรง โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง เพื่อความแม่นยำและเจ็บน้อยที่สุด
การผ่าตัด: เราจะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่เป็นผล หรือมีอาการอ่อนแรงรุนแรงจนเดินไม่ได้ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีผ่าตัดแผลเล็ก ส่องกล้อง ฟื้นตัวเร็วมากครับ
หายไหม: ส่วนใหญ่ดีขึ้นมากจนกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติครับ
รักษานานไหม: โดยทั่วไปอาการปวดจะดีขึ้นใน 2-4 สัปดาห์ แต่อาการอ่อนแรงอาจใช้เวลาฟื้นฟู 3-6 เดือน
กลับมาเป็นอีกไหม: มีโอกาสครับ หากเรายังกลับไปใช้พฤติกรรมเดิมๆ ที่ทำลายสุขภาพคอ
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา เส้นประสาทที่ถูกทับนานๆ อาจจะเสียหายถาวร ส่งผลให้:
กล้ามเนื้อมือฝ่อลีบ (Hand Atrophy)
สูญเสียความรู้สึกในมือถาวร
หากทับไปถึงไขสันหลัง อาจทำให้เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ หรือควบคุมการขับถ่ายลำบาก
ปรับระดับสายตาเมื่อต้องใช้งานมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ไม่ก้มหรือเงยนานเกินไป
เปลี่ยนท่าทางทุกๆ 1 ชั่วโมง ขยับคอเบาๆ เพื่อลดความเครียดของกล้ามเนื้อ
ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อคอและบ่าให้แข็งแรง
เลือกใช้หมอนที่รองรับแนวกระดูกคอตามธรรมชาติ
หลีกเลี่ยงการแบกของหนักด้วยบ่าเพียงข้างเดียวเป็นประจำ
Q: ปวดคอแล้วชามือ อันตรายไหม? A: เป็นสัญญาณเตือนว่าเส้นประสาทถูกรบกวนครับ หากมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วยควรรีบพบแพทย์ทันที
Q: ปวดคอต้องตรวจ MRI ทุกรายหรือไม่? A: ไม่จำเป็นครับ หมอจะส่งตรวจ MRI เฉพาะในรายที่มีอาการอ่อนแรง ชาเรื้อรัง หรือรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น
Q: ปวดคอนานแค่ไหนควรพบแพทย์? A: หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการร้าวลงแขน หรือมืออ่อนแรง ควรมาปรึกษาหมอครับ
อาการปวดคอร้าวลงแขนพร้อมมืออ่อนแรง มักเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับ
การใช้งานมือถือและคอมพิวเตอร์ที่ผิดท่า เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนอายุน้อยเป็นโรคนี้มากขึ้น
การตรวจวินิจฉัยด้วย MRI ช่วยให้ระบุตำแหน่งความเสียหายได้แม่นยำที่สุด
การฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์นำทางและการทำกายภาพ เป็นทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงโดยไม่ต้องผ่าตัด
การปรับพฤติกรรมและการออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ คือกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดคอ #ชามือ #มืออ่อนแรง #กระดูกคอเสื่อม #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดบ่าไหล่ #officeSyndrome #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลัง #ปวดเข่า