เจ็บศอกเรื้อรัง... ระวังเอ็นศอกอักเสบจนฝังลึก แก้ไม่หายทำอย่างไรดี?

“แค่หยิบแก้วน้ำก็เจ็บไปถึงขั้วหัวใจ” หรือ “บิดผ้าขนหนูทีไร น้ำตาแทบเล็ด” อาการเจ็บที่แขนบริเวณใกล้ข้อศอกดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายคนคิดว่าแค่พักก็หาย แต่สำหรับบางคน อาการนี้กลับกลายเป็นฝันร้ายที่รักษายังไงก็ไม่จบสิ้น แถมยิ่งฉีดยา ยิ่งทำกายภาพ กลับยิ่งปวดกว่าเดิม

เรามาลองดูเรื่องราวของคุณนภา (นามสมมติ) อายุ 45 ปีกันครับ คุณนภาเริ่มมีอาการเจ็บเสียวที่ศอกด้านนอกเวลาหิ้วถุงจ่ายตลาด หรือเวลาทำงานบ้าน แรกๆ เธอก็ซื้อยาแก้ปวดมากินเอง พอไม่หายก็ไปหาหมอเพื่อฉีดสเตียรอยด์ ครั้งแรกได้ผลดีมาก หายปวดไปนานถึง 6 เดือน แต่พออาการกลับมาอีกรอบและไปฉีดซ้ำ ครั้งนี้กลับไม่เหมือนเดิม นอกจากจะไม่หายแล้ว เธอยังรู้สึกปวดลึกๆ ตลอดเวลา แม้จะลองฝังเข็มหรือทำกายภาพใช้เครื่องนวดก็ยังไม่ดีขึ้น จนตอนนี้เริ่มยึดแขนลำบากและทรมานกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

อาการที่คุณนภาเป็นนั้น ทางการแพทย์เรามักเรียกว่า โรคเอ็นโค่นนิ้วมืออักเสบ หรือเอ็นข้อศอกอักเสบ (Lateral Epicondylitis) หรือที่หลายคนคุ้นหูในชื่อภาษาอังกฤษว่า Tennis Elbow แม้ว่าเราจะไม่ได้เล่นเทนนิสก็ตามครับ

กลไกของโรคนี้นึกภาพง่ายๆ เหมือน “สายยางที่เริ่มเปื่อย” ครับ ปกติเอ็นกล้ามเนื้อของเราจะเหนียวและยืดหยุ่น แต่พอเราใช้งานซ้ำๆ หรือมีอายุที่มากขึ้น เอ็นบริเวณหัวศอกจะเกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ พอมันซ่อมแซมตัวเองไม่สมบูรณ์ ก็จะเกิดเป็นเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง หากเราฉีดสเตียรอยด์บ่อยเกินไป เนื้อเยื่อบริเวณนั้นอาจจะฝ่อตัวและอ่อนแอลง ทำให้การรักษาด้วยวิธีเดิมๆ เริ่มไม่ได้ผล

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปวดศอกไม่หายขาด

  • การใช้งานข้อมือและแขนในท่าเดิมซ้ำๆ เช่น การยกของหนัก การบิดแขน หรือการใช้คอมพิวเตอร์

  • อายุที่มากขึ้น ทำให้ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นลดลง

  • การรักษาที่ไม่ถูกจุดตั้งแต่ต้น เช่น การฉีดสเตียรอยด์ซ้ำซ้อนจนเนื้อเยื่อฝ่อ

  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อศอกไม่เพียงพอ

การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาต้นตอ

เมื่อมาพบแพทย์ เราจะเริ่มจากการตรวจร่างกายเพื่อหาจุดที่เจ็บที่สุด และประเมินความแข็งแรงของเส้นเอ็น แต่ในเคสที่รักษายังไงก็ไม่หาย หรือปวดเรื้อรังเกิน 6 เดือน แพทย์มักแนะนำให้ทำ การอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อดูสภาพเส้นเอ็นภายในว่ามีการฉีกขาด หรือมีหินปูนเกาะหรือไม่ รวมถึงการทำ MRI ในกรณีที่สงสัยว่ามีพังผืดกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย เพื่อความแม่นยำในการรักษาขั้นต่อไปครับ

แนวทางการรักษา (จากเบาไปหาหนัก)

  1. การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ต้องพักการใช้งานแขนในท่าที่กระตุ้นให้ปวด หลีกเลี่ยงการยกของหนักในลักษณะคว่ำมือ

  2. กายภาพบำบัด: ไม่ใช่แค่การนวดครับ แต่ต้องเป็นการฝึกยืดเหยียดเส้นเอ็นและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนอย่างถูกวิธี

  3. การใช้ยา: ยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์จะช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้น

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound นำทาง: ในรายที่ฉีดสเตียรอยด์แล้วไม่หาย ปัจจุบันเรามีนวัตกรรมใหม่ เช่น การฉีดพลาสมาเข้มข้น (PRP) ที่สกัดจากเลือดตัวเอง เพื่อเข้าไปซ่อมแซมเส้นเอ็นที่เปื่อยหรือขาดให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งแม่นยำ ไม่ต้องเดาสุ่ม

  5. การผ่าตัด: เราจะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้าย หากรักษาด้วยวิธีอื่นเกิน 6-12 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น โดยปัจจุบันสามารถใช้วิธีผ่าตัดส่องกล้อง แผลเล็ก และฟื้นตัวไวครับ

โรคนี้หายได้ไหม?

ส่วนใหญ่แล้ว “หายได้ครับ” แต่ต้องใช้เวลาและความอดทน โดยเฉพาะในเคสที่เป็นมานานกว่า 1 ปี การรักษาอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อให้กลับมาปกติ และที่สำคัญคือมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากเรายังกลับไปใช้งานแขนผิดท่าเหมือนเดิม

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอย่างถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเอ็นฉีกขาดถาวร กล้ามเนื้อแขนลีบ หรือลามไปปวดบริเวณหัวไหล่และคอจากการที่ร่างกายพยายามชดเชยแรงส่งผลให้ปวดไปทั่วแขนได้ครับ

5 วิธีป้องกันอาการปวดศอก

  1. หลีกเลี่ยงการยกของหนักด้วยมือข้างเดียว

  2. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนและข้อมือทุกครั้งก่อนเริ่มงานหรือออกกำลังกาย

  3. ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อศอก (Elbow Strap) เวลาต้องทำงานหนัก

  4. ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อแขนให้แข็งแรงสม่ำเสมอ

  5. เมื่อเริ่มปวด ให้รีบพักและประคบเย็นทันที ห้ามฝืนใช้งาน


Q&A ตอบข้อสงสัย

Q: ฉีดสเตียรอยด์มา 2 ครั้งแล้วปวดกว่าเดิม อันตรายไหม? A: การฉีดสเตียรอยด์ซ้ำในที่เดิมบ่อยๆ อาจทำให้เส้นเอ็นฝ่อและบางลงครับ ควรหยุดฉีดและเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูสภาพเอ็นภายในว่าเสียหายแค่ไหนแล้ว

Q: ทำกายภาพแล้วไม่หาย เป็นเพราะอะไร? A: อาจเกิดจากความเสียหายของเส้นเอ็นรุนแรงเกินกว่าที่เครื่องมือกายภาพทั่วไปจะฟื้นฟูได้ หรืออาจมีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับร่วมด้วยครับ

Q: เจ็บจนยึดแขนไม่ได้ ต้องรีบหาหมอเลยไหม? A: ควรพบแพทย์ทันทีครับ เพราะอาการยึดแขนแสดงว่ามีการอักเสบรุนแรงหรือเริ่มมีพังผืดในข้อต่อ ซึ่งรักษาได้ยากขึ้นหากปล่อยไว้นาน


สรุปประเด็นสำคัญ

  • อาการปวดศอกเรื้อรังส่วนใหญ่เกิดจากเอ็นอักเสบเสื่อมสภาพจากการใช้งาน

  • การฉีดสเตียรอยด์ซ้ำซ้อนอาจส่งผลเสียต่อเส้นเอ็นในระยะยาว

  • การใช้อัลตราซาวด์นำทางช่วยให้การรักษาแม่นยำและเข้าถึงจุดที่เสียหายได้จริง

  • การพักและการปรับท่าทางสำคัญเท่ากับการรักษาด้วยยา

  • ส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดศอก #เอ็นข้อศอกอักเสบ #TennisElbow #เจ็บศอก #ฉีดสเตียรอยด์ #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดแขน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PRP #รักษาโดยไม่ผ่าตัด