ปวดไหล่ ยกแขนไม่ขึ้น... แค่เส้นยึด หรือ "เอ็นหัวไหล่" กำลังมีปัญหา?

"หมอครับ ผมเอื้อมมือไปหยิบของหลังรถไม่ได้เลย มันปวดแปล๊บที่หัวไหล่ ยิ่งตอนกลางคืนนอนตะแคงทับข้างที่ปวดนี่สะดุ้งตื่นตลอด"

นี่คือเสียงสะท้อนจากคุณวิชัย (นามสมมติ) วัย 52 ปี ผู้บริหารที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และชอบตีกอล์ฟเป็นงานอดิเรก คุณวิชัยทนปวดไหล่มานานกว่า 3 เดือน ซื้อยามาทานเองก็แค่บรรเทา จนเริ่มสังเกตว่าแขนข้างขวาเริ่มไม่มีแรง ยกแขนสระผมเองลำบากขึ้นทุกวัน ความกังวลใจเริ่มก่อตัวขึ้นว่า "ผมจะต้องผ่าตัดไหมหมอ?"


ทำไมหัวไหล่ถึงมีปัญหาได้ง่าย?

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ ข้อไหล่ของเราเปรียบเสมือน "ลูกบอลที่วางอยู่บนถ้วยน้ำชาขนาดเล็ก" ตัวลูกบอลคือหัวกระดูกต้นแขน ส่วนถ้วยน้ำชาคือเบ้าไหล่ที่ตื้นมาก ๆ เพื่อให้เราสามารถหมุนแขนได้รอบทิศทาง

แต่สิ่งที่ทำให้ลูกบอลนี้ไม่หลุดออกจากถ้วย และขยับได้คล่องแคล่วก็คือ "กลุ่มเส้นเอ็นหมุนข้อไหล่" ซึ่งเปรียบเสมือนยางยืดรัดประคองไว้ ถ้าเส้นเอ็นเหล่านี้อักเสบ หนาตัว หรือฉีกขาด ก็จะทำให้เครื่องจักรที่ชื่อว่าหัวไหล่ทำงานติดขัดและส่งเสียงเตือนออกมาเป็นความเจ็บปวดครับ


รู้จักกับ "กลุ่มโรคเอ็นหัวไหล่อักเสบและฉีกขาด" (Rotator Cuff Syndrome)

เมื่อเราใช้งานหัวไหล่ซ้ำ ๆ ในท่าเดิม หรือเสื่อมตามวัย เส้นเอ็นที่อยู่ใต้กระดูกจงอยบ่าจะถูกเบียดและเสียดสีจนเกิดการอักเสบ (Impinguement) หากปล่อยไว้นานเข้า เส้นเอ็นที่เปรียบเหมือนเชือกจะเริ่มเปื่อยและฉีกขาดในที่สุด

อาการที่ควรสังเกต:

  • ปวดบริเวณหัวไหล่ด้านนอก บางครั้งร้าวลงมาถึงต้นแขน

  • ปวดมากตอนกลางคืน โดยเฉพาะเวลานอนตะแคงทับ

  • รู้สึกแขนอ่อนแรง ยกแขนขึ้นลำบาก หรือยกได้ไม่สุด

  • มีเสียงดัง "กึก" ในข้อไหล่เวลาเคลื่อนไหว


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไหล่พัง

  1. อายุที่เพิ่มขึ้น: ยิ่งอายุมาก เส้นเอ็นจะมีความยืดหยุ่นน้อยลงและเสื่อมตามธรรมชาติ

  2. อาชีพที่ต้องยกแขนสูง: ช่างไฟ ช่างทาสี หรือคนที่ต้องยกของขึ้นที่สูงบ่อย ๆ

  3. การเล่นกีฬา: กีฬาที่ใช้แรงเหวี่ยงแขน เช่น กอล์ฟ แบดมินตัน หรือว่ายน้ำ

  4. พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน: การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว หรือนอนตะแคงท่าเดิมซ้ำ ๆ

  5. อุบัติเหตุ: การล้มกระแทก หรือการถูกดึงแขนอย่างแรงกระทันหัน


เมื่อมาหาหมอ เราจะตรวจอะไรกันบ้าง?

การวินิจฉัยโรคหัวไหล่ในปัจจุบันก้าวหน้าไปมากครับ หมอจะเริ่มจากการซักประวัติและ การตรวจร่างกาย โดยการขยับแขนในท่าต่าง ๆ เพื่อหาจุดที่ปวดและประเมินแรงของกล้ามเนื้อ

  • การเอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีกระดูกงอกมาเบียดเส้นเอ็นหรือไม่

  • การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound): นี่คือ "พระเอก" ยุคใหม่ครับ หมอสามารถเห็นเส้นเอ็นที่กำลังเคลื่อนไหวได้ทันที เห็นรอยฉีกขาดหรือภาวะน้ำในข้อไหล่ได้ชัดเจน รวดเร็ว และไม่มีรังสี

  • การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI): ใช้ในกรณีที่ต้องการดูรายละเอียดเชิงลึกก่อนวางแผนผ่าตัด


แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัด

คนไข้กว่า 80-90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ หมอจะเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดไปหามากตามลำดับ:

  1. ปรับพฤติกรรม: งดการใช้งานแขนเหนือศีรษะ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และปรับท่านอน

  2. การทำกายภาพบำบัด: เพื่อเพิ่มมุมการเคลื่อนไหวและสร้างกล้ามเนื้อรอบไหล่ให้แข็งแรงช่วยพยุงเส้นเอ็น

  3. การใช้ยา: ทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อลดบวมและลดปวด

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง: วิธีนี้แม่นยำมากครับ หมอจะมองเห็นปลายเข็มเข้าไปวางยาในจุดที่อักเสบได้ตรงเป้าหมายที่สุด ช่วยให้หายไวขึ้นและลดผลข้างเคียง

  5. การผ่าตัดผ่านกล้อง: หากรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้ว 3-6 เดือนไม่ดีขึ้น หรือเส้นเอ็นฉีกขาดรุนแรง หมอจะพิจารณาการผ่าตัดผ่านกล้องซึ่งแผลเล็กมาก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว


โรคนี้หายขาดไหม?

คำถามที่หมอมักถูกถามบ่อย ๆ คือ "มันจะหายไหม?" คำตอบคือ หายได้ครับ หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและคนไข้ร่วมมือในการทำกายภาพบำบัด แต่อาจใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนเพื่อให้เส้นเอ็นสมานตัว และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากเรายังกลับไปพฤติกรรมเดิม ๆ ที่ทำร้ายหัวไหล่


ถ้าปล่อยไว้จะเกิดอะไรขึ้น? (ภาวะแทรกซ้อน)

การทนเจ็บไม่ใช่ทางออกครับ หากทิ้งไว้นานจะเกิดภาวะ "ไหล่ติด" เนื่องจากเราไม่กล้าขยับแขนจนเนื้อเยื่อรอบข้อไหล่หนาตัวและหดรั้ง นอกจากนี้กล้ามเนื้อไหล่ที่ไม่ได้ใช้งานจะลีบตัวลง ทำให้การกู้คืนสมรรถภาพทำได้ยากขึ้นหลายเท่า


5 วิธีป้องกันไหล่เสื่อมก่อนวัย

  1. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ: ทำกายบริหารท่าพื้นฐานสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนออกกำลังกาย

  2. เสริมสร้างกล้ามเนื้อสะบัก: เพราะสะบักที่แข็งแรงคือฐานที่มั่นของข้อไหล่

  3. จัดระเบียบร่างกาย: นั่งทำงานหลังตรง ไม่ห่อไหล่ ไม่ก้มหน้ามองจอนาน ๆ

  4. หลีกเลี่ยงการใช้งานซ้ำซ้อน: พักแขนเป็นระยะเมื่อต้องทำงานที่ยกแขนสูง

  5. สังเกตอาการเตือน: ถ้าเริ่มปวดไหล่เกิน 1-2 สัปดาห์ ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที


Q&A ถาม-ตอบเรื่องปวดไหล่

Q: ปวดไหล่แล้วซื้อยาหม่องมานวดเองได้ไหม? A: การนวดเบา ๆ ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ครับ แต่ถ้าเส้นเอ็นฉีกขาด การนวดแรง ๆ อาจทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น หมอแนะนำให้ประคบเย็นในช่วงที่ปวดเฉียบพลันจะดีกว่าครับ

Q: ต้องรอให้ยกแขนไม่ขึ้นก่อนถึงค่อยมาหาหมอใช่ไหม? A: ไม่ควรครับ หากเริ่มมีอาการปวดรบกวนการนอน หรือปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรมาตรวจด้วยอัลตราซาวด์เพื่อประเมินดูว่าเส้นเอ็นเริ่มเปื่อยหรือยัง จะได้รักษาทันท่วงทีครับ

Q: อัลตราซาวด์กับ MRI ต่างกันอย่างไร? A: อัลตราซาวด์ทำได้รวดเร็ว เห็นภาพขณะเคลื่อนไหว และราคาถูกกว่า ส่วน MRI จะให้ภาพที่ละเอียดกว่าในส่วนของกระดูกและเนื้อเยื่อลึก ๆ หมอมักใช้อัลตราซาวด์เป็นการตรวจเบื้องต้นครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. ปวดไหล่ตอนกลางคืนและยกแขนลำบาก เป็นสัญญาณเตือนของเอ็นหัวไหล่มีปัญหา

  2. การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ช่วยให้เห็นความผิดปกติของเส้นเอ็นได้ทันทีโดยไม่ต้องเจ็บตัว

  3. คนไข้ส่วนใหญ่หายได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ทานยา และทำกายภาพบำบัด

  4. การฉีดยาโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง ช่วยให้ยารักษาตรงจุดและแม่นยำกว่าการฉีดแบบเดิม

  5. อย่ารอจนไหล่ติดหรือกล้ามเนื้อลีบ เพราะการรักษาจะซับซ้อนขึ้นมาก


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดไหล่ #เอ็นหัวไหล่อักเสบ #ไหล่ติด #อัลตราซาวด์ #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #กายภาพบำบัด #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดแขน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #HealthyShoulder