
เท้าแสบร้อนเหมือนเหยียบทรายร้อนทั้งสองข้าง ทั้งที่ไม่ได้ไปเหยียบอะไรมาเลย หลายคนคิดว่าเป็นแค่ "เหน็บชา" เดี๋ยวก็หาย แต่ความจริงมันคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเส้นประสาทที่กำลังเสียหาย
――――――――――――――――――――――――
เท้าชาแสบร้อนสองข้าง ไม่ใช่แค่เลือดลมไม่ดี แต่อาจเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังพัง และหลายต้นเหตุรักษาได้ถ้าเจอเร็ว
――――――――――――――――――――――――
มีคุณป้าท่านหนึ่ง อายุ 65 ปี เดินเข้ามาหาหมอด้วยใบหน้าอิดโรยจากการอดนอน
คุณป้าเล่าว่า "ฝ่าเท้าแสบร้อนเหมือนเหยียบทรายกลางแดด ชาๆ ยิบๆ ทั้งสองข้างเท่าๆ กัน เป็นมากตอนกลางคืนจนนอนไม่หลับมาหลายเดือนแล้ว ตอนแรกนึกว่าแค่เลือดลมไม่ดีของคนแก่ เลยปล่อยไว้"
อาการแบบนี้พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ และหลายคนปล่อยทิ้งไว้นานเป็นปี เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทนๆ ไป
แต่ความจริงคืออาการแสบร้อนชาที่ปลายเท้าทั้งสองข้างแบบเท่าๆ กัน มักเป็นสัญญาณของเส้นประสาทส่วนปลายที่กำลังเสื่อม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเลือดลมไม่ดี และที่สำคัญคือมันมีต้นเหตุที่ตามหาได้ หลายต้นเหตุก็รักษาหรือชะลอไม่ให้แย่ลงได้ถ้าเจอเร็ว
――――――――――――――――――――――――
ลองนึกภาพว่าเส้นประสาทของเราเหมือนสายไฟที่เดินจากปลายเท้าขึ้นไปบอกสมองว่ากำลังรู้สึกอะไร
เมื่อสายไฟเส้นเล็กๆ ที่ปลายเท้าเริ่มชำรุด สมองจะได้รับสัญญาณที่ผิดเพี้ยน กลายเป็นความรู้สึกแสบร้อน ยิบๆ เหมือนเข็มทิ่ม หรือชาเหมือนใส่ถุงเท้าหนาๆ ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ได้ใส่อะไรเลย
ที่น่าสนใจคือ สายไฟเส้นที่ยาวที่สุดในร่างกายคือเส้นที่วิ่งไปถึงปลายเท้า มันจึงเป็นจุดที่เสียหายก่อนใคร นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาการถึงเริ่มที่ปลายเท้าก่อน แล้วค่อยๆ ลามขึ้นมา
――――――――――――――――――――――――
เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมคืออะไร เกิดจากอะไร และมีอาการอย่างไร
โรคนี้คือภาวะที่เส้นประสาทเล็กๆ ที่ปลายมือปลายเท้าค่อยๆ เสียหาย ทำให้การรับความรู้สึกผิดเพี้ยนไป
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ "เบาหวาน" เพราะน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจะค่อยๆ ทำลายทั้งตัวเส้นประสาทและหลอดเลือดเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงมัน นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นอีกหลายอย่าง เช่น การขาดวิตามินบี 12 การดื่มเหล้าเป็นประจำ โรคไต และโรคไทรอยด์
ส่วนอาการที่สังเกตได้คือ แสบร้อน ชา ยิบๆ เหมือนมีมดไต่ หรือรู้สึกเหมือนเหยียบสำลี อาการมักเป็นทั้งสองข้างพอๆ กัน เริ่มจากปลายเท้าแล้วลามขึ้น และมักกวนใจมากที่สุดตอนกลางคืนหรือตอนพัก
――――――――――――――――――――――――
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมง่ายขึ้น
[1] เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะคนที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี หรือเป็นมานาน
[2] ดื่มเหล้าจัดเป็นประจำต่อเนื่องหลายปี
[3] อายุมาก เพราะเส้นประสาทเสื่อมตามวัยอยู่แล้ว และผู้สูงอายุมักดูดซึมวิตามินบี 12 ได้น้อยลง
[4] มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคไตเรื้อรัง ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย หรือโรคของระบบภูมิคุ้มกัน
[5] กินอาหารไม่ครบหมู่จนขาดวิตามิน หรือกินยาลดกรดในกระเพาะติดต่อกันนานๆ จนวิตามินบี 12 ต่ำ
――――――――――――――――――――――――
แล้วหมอวินิจฉัยอย่างไร และทำไมต้องแยกโรคให้ดี
สิ่งที่หมออยากเน้นเป็นพิเศษ คือ อาการชาเท้าไม่ได้มาจากเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมเสมอไป ยังมีอีกหลายโรคที่ทำให้ชาเท้าได้ และการแยกให้ออกคือหัวใจของการรักษาที่ถูกต้อง
โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมหรือโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ เมื่อกระดูกสันหลังเสื่อมจนไปกดทับเส้นประสาท ก็ทำให้ชาร้าวลงขาและเท้าได้เช่นกัน แต่จุดที่ต่างคือ มักมีอาการปวดหลังหรือปวดร้าวจากหลังลงมาด้วย และอาการมักสัมพันธ์กับท่าทาง เช่น ชาหรือปวดมากขึ้นเวลายืนนานหรือเดินไกล แล้วดีขึ้นเมื่อนั่งพักหรือก้มตัว
เส้นเลือดที่ขาตีบตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายขาไม่พอ มักปวดน่องเวลาเดิน และดีขึ้นเมื่อหยุดพัก
เส้นประสาทถูกกดเฉพาะจุดที่ข้อเท้า จะชาเฉพาะบางส่วนของเท้า ไม่ใช่ชาทั้งฝ่าเท้าสองข้างเท่าๆ กัน
เพราะแต่ละโรคนี้รักษาต่างกันอย่างสิ้นเชิง การแยกให้ถูกตั้งแต่ต้นจึงสำคัญที่สุด
ขั้นตอนการวินิจฉัยจึงเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ว่าอาการเริ่มตรงไหน ลามอย่างไร เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง สัมพันธ์กับท่าทางหรือการเดินไหม มีโรคประจำตัวอะไร ต่อด้วยการตรวจร่างกายระบบประสาท ทดสอบการรับความรู้สึก การสั่นสะเทือน และปฏิกิริยาตอบสนองที่เท้า จากนั้นมักเจาะเลือดหาต้นเหตุ เช่น ระดับน้ำตาล วิตามินบี 12 การทำงานของไทรอยด์และไต ในบางรายอาจตรวจการนำกระแสประสาทเพิ่ม เพื่อยืนยันว่าเส้นประสาทเสียหายจริงและเสียแบบไหน
――――――――――――――――――――――――
แนวทางการรักษา เรียงจากเบาไปหนัก
การรักษาเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมมีสองส่วนที่ต้องทำควบคู่กัน คือรักษาที่ "ต้นเหตุ" และบรรเทา "อาการ"
[1] รักษาที่ต้นเหตุ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด เช่น ถ้าเป็นจากเบาหวาน การคุมน้ำตาลให้ดีจะช่วยชะลอไม่ให้เส้นประสาทเสื่อมเพิ่ม ถ้าขาดวิตามินบี 12 ก็เติมให้พอ ถ้าดื่มเหล้าก็ต้องหยุด
[2] ปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเอง คุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลเท้าทุกวัน และงดสิ่งที่ทำร้ายเส้นประสาท
[3] ใช้ยาบรรเทาอาการปวดจากเส้นประสาท ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ช่วยลดอาการแสบร้อนชาได้ดี โดยแพทย์จะเลือกให้เหมาะกับแต่ละคน ทั้งนี้เป้าหมายของการรักษาคือ "ลด" อาการให้พอใช้ชีวิตได้ ไม่ใช่ทำให้หายสนิททุกราย จึงต้องเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น
[4] รักษาที่จำเพาะกับโรคที่ตรวจพบ เช่น ถ้าพบว่าต้นเหตุจริงคือกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หรือเส้นเลือดที่ขาตีบ ก็จะมีแนวทางรักษาเฉพาะของโรคนั้นๆ ซึ่งต่างจากการรักษาเส้นประสาทเสื่อมทั่วไป
――――――――――――――――――――――――
อาการนี้จะหายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับต้นเหตุเป็นหลัก ถ้าต้นเหตุเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ เช่น ขาดวิตามินบี 12 หรือไทรอยด์ทำงานน้อย เมื่อรักษาต้นเหตุแล้วอาการมักค่อยๆ ดีขึ้นได้
แต่ถ้าเป็นจากเบาหวานที่เป็นมานาน เส้นประสาทที่เสียหายไปแล้วมักฟื้นกลับมาได้ไม่เต็มที่ การรักษาจึงเน้นที่ "ชะลอ" ไม่ให้แย่ลง และคุมอาการให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ มากกว่าการทำให้หายขาด
โดยรวมแล้ว ยิ่งเจอเร็วและจัดการต้นเหตุได้เร็ว โอกาสที่อาการจะดีขึ้นก็ยิ่งมาก
――――――――――――――――――――――――
ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น
นอกจากอาการแสบร้อนชาที่กวนใจและรบกวนการนอนแล้ว เมื่อเท้าชาจนรับความรู้สึกได้น้อยลงเรื่อยๆ คนไข้อาจไม่รู้ตัวเวลาเท้าเป็นแผล โดนของมีคม หรือถูกความร้อน
แผลเล็กๆ ที่ไม่รู้ตัวเหล่านี้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน อาจลุกลามกลายเป็นแผลเรื้อรังที่หายยาก ติดเชื้อ และในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่การสูญเสียนิ้วเท้าหรือเท้าได้
อีกทั้งการที่เท้ารับความรู้สึกได้น้อยลง ยังทำให้ทรงตัวไม่ดี เสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งในผู้สูงอายุอาจนำไปสู่กระดูกหักตามมา
――――――――――――――――――――――――
วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้แย่ลง
[1] คุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะเบาหวาน เพราะการคุมน้ำตาลคือเกราะป้องกันเส้นประสาทที่ดีที่สุด
[2] กินอาหารให้ครบหมู่ เน้นวิตามินบี และปรึกษาแพทย์หากต้องกินยาลดกรดในกระเพาะนานๆ
[3] งดหรือลดการดื่มเหล้า เพราะแอลกอฮอล์ทำลายเส้นประสาทโดยตรง
[4] ดูแลเท้าทุกวัน หมั่นสำรวจฝ่าเท้าว่ามีแผลหรือรอยกดทับไหม สวมรองเท้าที่นุ่มและพอดี ไม่เดินเท้าเปล่า
[5] ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้เลือดไหลเวียนดี และไปพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการ อย่ารอจนชามาก
――――――――――――――――――――――――
คำถามที่คนไข้ถามบ่อย
ถาม เท้าชาแสบร้อนแบบนี้ เป็นอันตรายถึงชีวิตไหม
ตอบ ตัวอาการเองไม่ได้อันตรายถึงชีวิตโดยตรง แต่เป็นสัญญาณเตือนของโรคที่อยู่เบื้องหลัง เช่น เบาหวาน ซึ่งถ้าปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ จึงควรตรวจหาต้นเหตุ
ถาม อาการชาแบบนี้ กินวิตามินบีเองได้เลยไหม
ตอบ ถ้าต้นเหตุมาจากการขาดวิตามินบี 12 จริง การเติมวิตามินจะช่วยได้ แต่ถ้าต้นเหตุเป็นอย่างอื่น การกินวิตามินเองอาจทำให้ชะล่าใจและเสียเวลา จึงควรตรวจให้รู้ต้นเหตุก่อน
ถาม ทำไมอาการถึงเป็นมากตอนกลางคืน
ตอบ ตอนกลางวันเรามีสิ่งรอบตัวให้สนใจมาก ทำให้ไม่ค่อยรู้สึก แต่ตอนกลางคืนที่เงียบและพักผ่อน สมองจะรับรู้สัญญาณผิดเพี้ยนจากเส้นประสาทได้ชัดขึ้น อาการแสบร้อนชาจึงเด่นขึ้น
ถาม เท้าชาสองข้างกับปวดหลังร้าวลงขา ต่างกันอย่างไร
ตอบ เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมมักชาทั้งสองข้างเท่าๆ กันแบบถุงเท้า และเป็นตลอดไม่เกี่ยวกับท่าทาง ส่วนหมอนรองกระดูกกดทับมักร้าวจากหลังลงขา สัมพันธ์กับการยืนเดิน และดีขึ้นเมื่อนั่งพัก การแยกสองอย่างนี้ต้องอาศัยการตรวจโดยแพทย์
――――――――――――――――――――――――
สรุปสิ่งที่ควรจำ
[1] อาการแสบร้อนชาปลายเท้าทั้งสองข้างแบบเท่าๆ กัน ไม่ใช่แค่ "เลือดลมไม่ดี" แต่มักเป็นสัญญาณของเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม
[2] สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเบาหวาน รองลงมาคือการขาดวิตามินบี 12 ซึ่งหลายต้นเหตุรักษาหรือชะลอได้ถ้าเจอเร็ว
[3] อาการชาเท้าไม่ได้มาจากเส้นประสาทส่วนปลายเสมอไป โรคกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทหรือเส้นเลือดตีบก็ทำให้ชาได้ การแยกโรคให้ถูกคือหัวใจของการรักษา
[4] การรักษาที่ดีที่สุดคือจัดการที่ต้นเหตุ ควบคู่กับการบรรเทาอาการ โดยตั้งเป้าให้ใช้ชีวิตได้ ไม่ใช่หายสนิททุกราย
[5] อย่ามองข้ามอาการชาเท้า เพราะเมื่อเท้ารับความรู้สึกน้อยลง อาจเกิดแผลเรื้อรังหรือหกล้มได้ การดูแลเท้าทุกวันและพบแพทย์เร็วช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ได้
――――――――――――――――――――――――
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
――――――――――――――――――――――――
#เท้าชา #ปวดแสบเท้า #ชาปลายเท้า #เส้นประสาทเสื่อม #เบาหวานลงเท้า #ปลายประสาทอักเสบ #ขาดวิตามินบี12 #ปวดหลังร้าวลงขา #ผู้สูงอายุ #ดูแลเท้าเบาหวาน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #PeripheralNeuropathy #BurningFeet #DiabeticNeuropathy