ตื่นกลางดึกเพราะนิ้วมือชาจนต้องลุกมาสะบัดมือ หยิบเหรียญในกระเป๋าแล้วไม่รู้สึก กลัดกระดุมเสื้อเองไม่ค่อยถนัด หรือเดินแล้วรู้สึกเหมือนเหยียบสำลีอยู่ตลอด

หลายคนที่เป็นเบาหวานคิดว่าอาการชาทั้งหมดนี้มาจาก "น้ำตาลในเลือดสูง" อย่างเดียว แต่ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ อาการชาที่นิ้วมือจำนวนไม่น้อยมาจาก "เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเบาหวานโดยตรง และข่าวดีคือ ชาแบบนี้รักษาให้ดีขึ้นได้

――――――――――――――――――――――――

ทำไมคนเป็นเบาหวานถึงชาฝ่าเท้าชามือ และทำไมบางครั้งไม่ได้มาจากเบาหวานอย่างที่คิด

――――――――――――――――――――――――

คุณวรรณา อายุ 60 ปี เป็นเบาหวานมาสิบกว่าปี มาหาหมอด้วยอาการชาปลายเท้าทั้งสองข้าง เป็นมากตอนกลางคืน บางคืนแสบร้อนเหมือนโดนไฟลวก จนนอนไม่หลับ

พอซักถามต่อ คุณวรรณาเล่าว่ามือขวาก็ชาด้วย โดยเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ชามากตอนตื่นนอนตอนเช้า ต้องสะบัดมือถึงจะดีขึ้น

อาการของคุณวรรณาจริง ๆ แล้วมาจาก "สองสาเหตุที่ซ้อนกันอยู่" อาการชาปลายเท้ามาจากปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน ส่วนอาการชาที่นิ้วมือสามนิ้วและต้องสะบัดมือตอนเช้านั้น เป็นลักษณะของเส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ ซึ่งพบบ่อยมากในคนเป็นเบาหวาน การแยกให้ออกว่าอาการชาแต่ละจุดมาจากอะไร สำคัญมาก เพราะวิธีดูแลต่างกันโดยสิ้นเชิง

――――――――――――――――――――――――

อยากให้ลองนึกภาพเส้นประสาทในร่างกายเราเหมือน "สายไฟ" ที่ส่งสัญญาณจากปลายมือปลายเท้ากลับไปที่สมอง สายไฟแต่ละเส้นมีฉนวนหุ้มอยู่เพื่อให้สัญญาณวิ่งได้ดี

ในคนเป็นเบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี น้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานก็เหมือน "สนิมที่ค่อย ๆ กัดกร่อนสายไฟทีละนิด" ทำให้ฉนวนเสียหาย สัญญาณวิ่งผิดเพี้ยน บางทีก็ส่งสัญญาณชา บางทีก็ส่งสัญญาณแสบร้อนทั้งที่ไม่มีอะไรมากระตุ้น และเพราะเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทเล็ก ๆ ก็แย่ลงด้วย สายไฟจึงยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น

ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ "สายไฟถูกหนีบ" เส้นประสาทที่วิ่งผ่านข้อมือต้องลอดผ่านอุโมงค์เล็ก ๆ พอมีอะไรไปเบียดหรือบวมในอุโมงค์นั้น เส้นประสาทก็ถูกกดทับ ทำให้ชาที่นิ้วมือ คนเป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดเรื่องนี้สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เพราะเนื้อเยื่อรอบเส้นประสาทเปลี่ยนแปลงไป

――――――――――――――――――――――――

ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ

อาการชาในคนเบาหวานมาได้จากหลายกลไก แต่ที่พบบ่อยมีสองแบบหลัก

แบบแรกคือ "ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Peripheral Neuropathy)" เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานทำให้เส้นประสาทเล็ก ๆ ที่ปลายมือปลายเท้าค่อย ๆ เสียหาย ลักษณะเฉพาะคือชาแบบ "ใส่ถุงเท้าถุงมือ" คือเริ่มจากปลายเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาเท่า ๆ กัน ต่อมาจึงลามมาที่มือ มักเป็นมากตอนกลางคืน อาจมีอาการแสบร้อน เจ็บเหมือนเข็มทิ่ม หรือชาจนไม่รู้สึกอะไรเลย

แบบที่สองคือ "เส้นประสาทถูกกดทับ" ที่พบบ่อยที่สุดคือกดทับที่ข้อมือ ทำให้ชาเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง มักชามากตอนกลางคืนหรือตอนตื่นนอน และดีขึ้นเมื่อสะบัดมือ

สิ่งที่น่ากังวลคือ คนเป็นเบาหวานราวครึ่งหนึ่งจะมีปลายประสาทเสื่อมในช่วงชีวิต และที่อันตรายคือ เกือบครึ่งหนึ่งของคนที่มีปลายประสาทเสื่อม "ไม่มีอาการเตือน" จึงไม่รู้ตัวว่าเท้าเริ่มไม่มีความรู้สึกแล้ว

――――――――――――――――――――――――

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ชาได้ง่ายและเร็วขึ้น

[1] คุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีต่อเนื่องเป็นเวลานาน

[2] เป็นเบาหวานมานาน ยิ่งนานยิ่งเสี่ยง

[3] สูบบุหรี่ ซึ่งทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทแย่ลง

[4] มีน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน รวมถึงไขมันในเลือดสูง

[5] มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

――――――――――――――――――――――――

หมอวินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยไม่ได้เริ่มจากการตรวจที่ซับซ้อน แต่เริ่มจากการ "ฟังอาการ" ให้ละเอียดก่อน ว่าชาตรงไหน ชาแบบไหน เป็นมากตอนไหน เพราะตำแหน่งและลักษณะของอาการบอกได้มากว่าน่าจะมาจากสาเหตุใด

ขั้นต่อไปคือการตรวจร่างกาย หมอจะทดสอบความรู้สึกที่เท้าด้วยเส้นใยเล็ก ๆ ตรวจการรับรู้การสั่นสะเทือน และตรวจปฏิกิริยาตอบสนองของข้อเท้า เพื่อประเมินว่าเส้นประสาทเสื่อมไปมากแค่ไหน

ในกรณีที่สงสัยว่าเส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ การตรวจด้วย "อัลตราซาวด์ (Ultrasound)" ช่วยได้มาก เพราะมองเห็นเส้นประสาทได้โดยตรง ดูได้ว่าเส้นประสาทบวมหรือถูกกดทับจริงหรือไม่ ทำได้ทันทีในห้องตรวจ ไม่เจ็บ และไม่มีรังสี ในบางรายอาจต้องตรวจการนำกระแสประสาทเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน

ที่สำคัญคือ อาการชาไม่ได้มาจากเบาหวานเสมอไป โรคอื่นเช่น ขาดวิตามินบางชนิด ไทรอยด์ผิดปกติ หรือเส้นประสาทถูกกดทับที่คอ ก็ทำให้ชาได้ การวินิจฉัยจึงต้องแยกสาเหตุอื่นออกไปด้วย ไม่ใช่เหมาเอาว่าเป็นเบาหวานทั้งหมด

――――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษา เรียงจากเบาไปหาหนัก

[1] คุมน้ำตาลในเลือดให้ดี นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยชะลอไม่ให้เส้นประสาทเสื่อมเพิ่ม การคุมน้ำตาล ความดัน และไขมันให้ดี คือรากฐานของทุกอย่าง

[2] ปรับพฤติกรรม เลิกบุหรี่ ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดูแลเท้าอย่างใกล้ชิดทุกวัน

[3] ใช้ยาบรรเทาอาการปวดแสบจากปลายประสาท ในรายที่ปวดมากจนรบกวนการนอน มียาเฉพาะกลุ่มที่ช่วยลดอาการได้ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ใช่ยาแก้ปวดทั่วไป

[4] รักษากายภาพและดูแลเท้าโดยทีมเฉพาะทาง เพื่อป้องกันแผลและการบาดเจ็บที่เท้าซึ่งคนไข้อาจไม่รู้สึก

[5] สำหรับอาการชาที่นิ้วมือซึ่งมาจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ มีทางเลือกตั้งแต่ใส่เฝือกข้อมือตอนกลางคืน ไปจนถึง "การฉีดยาลดการอักเสบรอบเส้นประสาทภายใต้อัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Injection)" ซึ่งช่วยลดอาการได้แม่นยำ และในรายที่กดทับมากอาจต้องผ่าตัดคลายเส้นประสาท ส่วนนี้ต่างจากปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวานตรงที่ "แก้ที่ต้นเหตุได้" และอาการมักดีขึ้นชัดเจน

――――――――――――――――――――――――

อาการจะหายไหม นานแค่ไหน

ต้องพูดกันตรง ๆ ครับ อาการชาจากปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวานที่เสียหายไปแล้ว มัก "ไม่กลับมาเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์" เป้าหมายของการรักษาจึงเป็นการ "ชะลอไม่ให้แย่ลง" และบรรเทาอาการปวดให้นอนหลับและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยิ่งคุมน้ำตาลได้เร็วและดีเท่าไร โอกาสรักษาเส้นประสาทที่เหลือไว้ก็ยิ่งมาก

แต่สำหรับอาการชาที่มาจากเส้นประสาทถูกกดทับ ข่าวดีคือมีโอกาสดีขึ้นชัดเจนถ้ารักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เส้นประสาทจะเสียหายถาวร นี่คือเหตุผลที่การแยกให้ออกว่าชาจุดไหนมาจากอะไร จึงสำคัญมาก

――――――――――――――――――――――――

ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น

อันตรายที่สุดของการปล่อยให้ปลายประสาทเสื่อมโดยไม่ดูแล คือ "เท้าที่ไม่มีความรู้สึก" เมื่อเหยียบของมีคม มีแผล หรือรองเท้ากัด คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บ แผลจึงลุกลามโดยไม่รู้ตัว

ปลายประสาทเสื่อมเพิ่มความเสี่ยงการเกิดแผลที่เท้าได้ราวเจ็ดเท่า และราวสิบห้าในร้อยของคนเป็นเบาหวานจะเกิดแผลที่เท้าในช่วงชีวิต แผลเหล่านี้หากติดเชื้อรุนแรงอาจนำไปสู่การสูญเสียนิ้วหรือเท้าได้ ส่วนอาการชาที่มือถ้าปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้อมืออาจลีบและอ่อนแรงจนหยิบจับของไม่ถนัด

――――――――――――――――――――――――

วิธีป้องกัน ทำได้ตั้งแต่วันนี้

[1] คุมน้ำตาล ความดัน และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ตามที่แพทย์แนะนำ

[2] ตรวจเท้าด้วยตัวเองทุกวัน มองหาแผล รอยแดง ตุ่มพอง หรือผิวแตก โดยเฉพาะใต้ฝ่าเท้าและซอกนิ้ว

[3] สวมรองเท้าที่พอดี นุ่ม ไม่กัด และไม่เดินเท้าเปล่า

[4] เลิกบุหรี่และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทดีขึ้น

[5] ตรวจเท้าและความรู้สึกกับแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง แม้ยังไม่มีอาการ

――――――――――――――――――――――――

คำถามที่พบบ่อย

ถาม ชาแล้วต้องรีบมาหาหมอเลยไหม

ตอบ ถ้าชาเริ่มมีแผลที่เท้า เท้าบวมแดงร้อน ชาลามเร็ว หรือเริ่มอ่อนแรง ควรรีบพบแพทย์ ส่วนอาการชาเรื้อรังที่ค่อย ๆ เป็น ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรปล่อยไว้

ถาม ชามือกับชาเท้า เป็นโรคเดียวกันไหม

ตอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันครับ ชาเท้ามักมาจากปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน ส่วนชามือบ่อยครั้งมาจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ ซึ่งรักษาให้ดีขึ้นได้ จึงต้องตรวจแยกให้ชัด

ถาม กินวิตามินบีช่วยให้หายชาได้ไหม

ตอบ วิตามินบีอาจช่วยในรายที่ขาดวิตามินจริง ๆ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษที่ทำให้เส้นประสาทที่เสียจากเบาหวานกลับมาเหมือนเดิม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการคุมน้ำตาลให้ดี

ถาม ฉีดยาที่ข้อมือแล้วชาจะหายถาวรไหม

ตอบ การฉีดยาลดการอักเสบรอบเส้นประสาทช่วยบรรเทาอาการได้ดีในหลายราย แต่ผลจะอยู่นานแค่ไหนขึ้นกับความรุนแรงและการดูแลต่อเนื่อง บางรายที่กดทับมากอาจต้องผ่าตัดคลายเส้นประสาท

――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่อยากให้จำไว้

[1] อาการชาในคนเบาหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลสูงอย่างเดียว ชามือบ่อยครั้งมาจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ ซึ่งรักษาให้ดีขึ้นได้

[2] คุมน้ำตาลในเลือดให้ดีคือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะช่วยชะลอไม่ให้เส้นประสาทเสื่อมเพิ่ม

[3] เท้าที่ไม่มีความรู้สึกอันตรายกว่าที่คิด ต้องตรวจเท้าด้วยตัวเองทุกวันและดูแลอย่างใกล้ชิด

[4] การวินิจฉัยที่ถูกต้องสำคัญมาก เพราะชาแต่ละจุดมาจากคนละสาเหตุ และวิธีดูแลก็ต่างกัน

[5] ยิ่งตรวจพบและดูแลเร็วเท่าไร ยิ่งรักษาเส้นประสาทที่ยังดีอยู่ไว้ได้มากเท่านั้น

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

――――――――――――――――――――――――

#ชาปลายมือปลายเท้า #เบาหวาน #ปลายประสาทเสื่อม #ชามือ #ชาเท้า #เส้นประสาทถูกกดทับ #ดูแลเท้าเบาหวาน #อัลตราซาวด์วินิจฉัย #ปวดปลายประสาท #สุขภาพผู้สูงอายุ #DiabeticNeuropathy #CarpalTunnelSyndrome #DiabeticFootCare #PeripheralNeuropathy #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก