
วันที่ลูกชายโทรมาบอกว่า "แม่เดินไม่ไหวแล้ว" คือวันที่หลายครอบครัวเริ่มตระหนักว่าพวกเขาปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเกินไป ทั้งๆ ที่ยังมีทางเลือกอยู่
――――――――――――――――――――――――
เข่าพังจนขาโก่ง ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อ ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง บทเรียนจากคนไข้ที่ผ่านมาแล้ว
――――――――――――――――――――――――
เมื่อเข่าส่งสัญญาณเตือนมานานเกินปี
"หมอ ฉันเดินไหว แต่เดินลำบากมาก ขาสองข้างมันเริ่มกางออก เวลาเดินคนอื่นหันมามอง"
คุณป้าอายุ 65 ปีนั่งอยู่ตรงหน้าผม ลุกขึ้นยืนได้แต่ต้องใช้มือดันเก้าอี้ช่วย เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดพัก
ผลเอกซเรย์บอกชัด... ข้อกระดูกสะบักสะบิ้น กระดูกชนกันโดยตรงทั้งสองข้าง รูปขาโค้งออกด้านนอกเห็นชัดในภาพ
"ต้องผ่าตัดไหมหมอ"
คำถามนี้ไม่มีคำตอบสั้นๆ แต่มีคำตอบที่ถูกต้อง
ทำไมถึงถึงจุดนี้ได้ และเกิดขึ้นอย่างไร
ข้อเข่าของเราทำงานเหมือนลูกปืน... ชิ้นส่วนที่ขัดกันต้องมีน้ำมันหล่อลื่น และมีผ้านุ่มกันกระแทกอยู่ระหว่างกลาง สิ่งนั้นเรียกว่า "กระดูกอ่อน" หรือ "ผิวข้อ"
เมื่ออายุมากขึ้น ใช้งานมากขึ้น กระดูกอ่อนก็เริ่มบางลงทีละนิด เหมือนยางรองเบรกที่ค่อยๆ สึก ในระยะแรกอาจแค่เจ็บเวลาขึ้นบันได พอหนักขึ้นก็เจ็บตอนเดินปกติ และสุดท้ายเมื่อผิวข้อหมดไป กระดูกก็ชนกันโดยตรง
เมื่อกระดูกชนกัน ร่างกายพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยสร้างกระดูกงอกเพิ่ม แต่กระดูกงอกเหล่านั้นไม่ได้ช่วยอะไร กลับทำให้ข้อเข่าเสียรูปทรงมากขึ้น เมื่อข้อเข่าพัง กล้ามเนื้อรอบๆ ก็อ่อนแรง ขาก็เริ่มโก่งหรือกางออก เพราะแรงกดกระจายไม่เท่ากัน
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีร่วมด้วยยิ่งซ้ำเติมปัญหา เพราะน้ำตาลสูงทำให้เส้นเลือดขนาดเล็กเสื่อมสภาพ การนำสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและกระดูกอ่อนลดลง กระดูกอ่อนเสื่อมเร็วขึ้น บาดแผลหายช้าลง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังผ่าตัดมากขึ้นด้วย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการ "เตรียมตัว" ก่อนผ่าตัดสำคัญมาก... ไม่แพ้การผ่าตัดเองเลย
ความรู้พื้นฐาน สาเหตุ กลไก และอาการ
โรคข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย คือภาวะที่กระดูกอ่อนในข้อเข่าสึกหรอจนหมดสิ้น ทำให้กระดูกชนกันโดยตรง เกิดการอักเสบเรื้อรัง และข้อเสียรูปทรง
อาการที่บอกว่าถึงเวลาต้องผ่าตัด ได้แก่
[1] ปวดตลอดเวลา แม้แต่ขณะนั่งพักหรือนอนหลับ
[2] เดินได้ระยะสั้นมาก ไม่ถึง 100 เมตร ต้องหยุดพัก
[3] ขาโก่งหรือกางออกผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด
[4] รักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้วไม่ได้ผล ทั้งยา กายภาพ และการฉีดยา
[5] คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า (Total Knee Replacement) คือการนำผิวข้อที่สึกหรอออก และใส่ข้อเทียมที่ทำจากโลหะและพลาสติกเกรดการแพทย์เข้าแทนที่ ผิวใหม่เหล่านี้เรียบลื่น แข็งแรง และออกแบบมาให้ทำงานเหมือนข้อเข่าธรรมชาติ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การผ่าตัดซับซ้อนขึ้น
[1] น้ำตาลในเลือดที่ควบคุมไม่ดี เพิ่มโอกาสติดเชื้อหลังผ่าตัด
[2] ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม เพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจและสมองระหว่างผ่าตัด
[3] โรคหัวใจที่ยังไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างวางยา
[4] น้ำหนักเกิน ทำให้ฟื้นตัวช้าและเพิ่มแรงกดบนข้อเทียม
[5] กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงมาก ทำให้การฟื้นฟูหลังผ่าตัดใช้เวลานานขึ้น
การวินิจฉัยและการประเมินก่อนผ่าตัด
ก่อนตัดสินใจผ่าตัด แพทย์ต้องประเมินหลายด้านพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ดูเข่าอย่างเดียว
การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะถามถึงโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ทุกตัว ประวัติการแพ้ยา และตรวจความแข็งแรงของขา ช่วงการเคลื่อนไหว และการไหลเวียนเลือด
การตรวจอัลตราซาวด์ ใช้ดูเส้นเอ็น ถุงน้ำ และสภาพเนื้อเยื่อรอบข้อ ช่วยวางแผนการผ่าตัดได้แม่นยำขึ้น
เอกซเรย์ข้อเข่าและขายืนทั้งสองข้าง เพื่อวัดมุมความโก่งของขา วางแผนขนาดและตำแหน่งของข้อเทียม
การตรวจเลือดก่อนผ่าตัด ได้แก่ ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ความสมบูรณ์ของเลือด การทำงานของไต ตับ และการแข็งตัวของเลือด
การประเมินจากวิสัญญีแพทย์และอายุรแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากการวางยา และปรับโรคประจำตัวให้พร้อมที่สุดก่อนเข้าห้องผ่าตัด
แนวทางเตรียมตัวและกระบวนการรักษา เรียงตามลำดับขั้นตอน
การเดินทางจากวันที่รู้ว่าต้องผ่าตัด ไปจนถึงวันที่กลับไปใช้ชีวิตปกติ มี 5 ช่วงสำคัญ
[1] ช่วงเตรียมพร้อมร่างกาย (4-12 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด)
ควบคุมน้ำตาล เป้าหมายคือค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ต่ำกว่า 7% ก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ แพทย์อาจปรับยาหรือเพิ่มอินซูลินชั่วคราว
ควบคุมความดัน ต้องให้ความดันอยู่ต่ำกว่า 140/90 mmHg อย่างสม่ำเสมอ หากความดันไม่นิ่ง อาจต้องเลื่อนวันผ่าตัดออกไป
ประเมินหัวใจ แพทย์อาจส่งทำการตรวจสมรรถภาพหัวใจ (EKG หรืออาจเพิ่มเติมตามความจำเป็น) เพื่อให้มั่นใจว่าหัวใจรับได้กับการผ่าตัดนาน 1-2 ชั่วโมง
ฝึกกล้ามเนื้อขา บริหารกล้ามเนื้อต้นขาและก้นในท่านอนหรือท่านั่งที่ไม่เจ็บ เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่าก่อนผ่าตัด หมายถึงฟื้นตัวเร็วกว่าหลังผ่าตัด
[2] ช่วงเตรียมบ้านและครอบครัว (1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด)
จัดบ้านให้ปลอดภัย เก็บพรมที่ลื่น วางราวจับในห้องน้ำ จัดที่นอนให้อยู่ในระดับที่ลุกขึ้นได้สะดวก เตรียมเก้าอี้ที่นั่งสูงพอ ไม่ต้องงอเข่ามากเกินไป
เตรียมคนดูแล ช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังออกจากโรงพยาบาลต้องมีคนช่วยเรื่องอาหาร การเดินทาง และการทำกายภาพที่บ้าน
[3] วันผ่าตัดและช่วงอยู่ในโรงพยาบาล (3-5 วัน)
หลังผ่าตัดจะได้รับการจัดการความเจ็บปวดอย่างเป็นระบบ ไม่ให้เจ็บจนทนไม่ได้ วันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัด นักกายภาพบำบัดจะมาพาลุกขึ้นยืนและเดินทันที เพราะการเริ่มเดินเร็วช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือดและทำให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น
[4] ช่วงฟื้นฟูที่บ้านและโรงพยาบาล (6-12 สัปดาห์)
ทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอตามที่นักกายภาพแนะนำ เป้าหมายคือให้งอเข่าได้มากกว่า 90 องศาภายใน 6 สัปดาห์ และกลับไปเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำภายใน 4-6 สัปดาห์
ติดตามกับแพทย์ ตรวจแผล วัดมุมงอเข่า และประเมินการทำงานของข้อเทียมตามนัด
[5] ช่วงกลับสู่ชีวิตปกติ (3-12 เดือน)
ส่วนใหญ่เดินห้างสรรพสินค้าได้ภายใน 3 เดือน ขับรถได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับข้างที่ผ่าตัด) บางคนกลับไปเล่นกอล์ฟหรือว่ายน้ำได้ภายใน 6 เดือน
พยากรณ์โรค ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้
ข้อเทียมปัจจุบันออกแบบให้ใช้งานได้ 15-20 ปีขึ้นไปในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจสูงมาก เดินได้ดีขึ้น ปวดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผู้ป่วยที่มีเบาหวานและความดัน หากควบคุมได้ดีก่อนและหลังผ่าตัด ผลลัพธ์ไม่ต่างจากคนทั่วไปมากนัก แต่หากน้ำตาลยังไม่นิ่ง ความเสี่ยงติดเชื้อและแผลหายช้าจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา
[1] ขาโก่งหรือบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถแก้ไขด้วยการผ่าตัดธรรมดาอีกต่อไป ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อนกว่ามาก
[2] กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบอย่างถาวร ทำให้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดยากและช้ากว่าปกติมาก
[3] เดินไม่ไหวแม้แต่ภายในบ้าน กลายเป็นผู้ป่วยติดบ้านหรือติดเตียง
[4] น้ำตาลและความดันควบคุมยากขึ้น เพราะขาดการออกกำลังกาย วนเป็นวงจรอุบาทว์
[5] ข้อเข่าฝั่งตรงข้ามและข้อสะโพกเสื่อมเร็วขึ้น เพราะต้องรับน้ำหนักแทน
วิธีดูแลตัวเองและเตรียมพร้อม
[1] รีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผน อย่ารอให้ขากงมากกว่านี้
[2] ควบคุมน้ำตาลและความดันอย่างจริงจัง เพราะนั่นคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดก่อนผ่าตัด
[3] บริหารกล้ามเนื้อขาในท่าที่ไม่เจ็บ เช่น บีบและคลายกล้ามเนื้อต้นขาขณะนอน หรือยกขาตรงขณะนั่ง
[4] ลดน้ำหนักส่วนเกินถ้าทำได้ ทุก 1 กิโลกรัมที่ลดได้ ลดแรงกดที่ข้อเข่า 4 กิโลกรัม
[5] เตรียมบ้านและหาคนดูแลล่วงหน้า เพราะการวางแผนล่วงหน้าทำให้ฟื้นตัวที่บ้านได้ราบรื่นกว่ามาก
คำถามที่คนไข้ถามบ่อย
ต้องควบคุมน้ำตาลให้ถึงเท่าไหร่ก่อนผ่าตัด
แพทย์ส่วนใหญ่ต้องการให้ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) อยู่ต่ำกว่า 7% ก่อนผ่าตัด เพราะค่านี้สัมพันธ์กับโอกาสติดเชื้อที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าน้ำตาลยังไม่นิ่ง แพทย์อาจปรับยาหรือขอให้รอก่อน ไม่ใช่การปฏิเสธการผ่าตัด แต่เป็นการรอให้พร้อมที่สุด
หลังผ่าตัดจะเจ็บมากไหม
เจ็บแน่นอนในช่วงแรก แต่ปัจจุบันมีระบบควบคุมความปวดที่ดีมาก ทั้งยาฉีดบริเวณข้อ ยารับประทาน และยาพ่นที่เนื้อเยื่อระหว่างผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่เดินได้วันรุ่งขึ้น ซึ่งหลายคนที่คิดไว้ว่าจะเจ็บมากรู้สึกแปลกใจที่เดินได้เร็วกว่าที่คิด
ถ้ามีความดันและเบาหวาน ผ่าตัดได้เลยไหมหรือต้องรอ
ไม่ต้องรอถ้าควบคุมได้ดี แต่ถ้าน้ำตาลหรือความดันยังสูงอยู่ แพทย์จะขอเวลาปรับยาให้นิ่งก่อน โดยทั่วไปใช้เวลา 4-12 สัปดาห์ในการเตรียมพร้อม ระหว่างนี้จะได้พบแพทย์หลายสาขาพร้อมกัน ทั้งแพทย์กระดูก อายุรแพทย์ และวิสัญญีแพทย์
ข้อเทียมใช้ได้กี่ปี ต้องผ่าตัดซ้ำไหม
ข้อเทียมสมัยใหม่ออกแบบให้ใช้ได้ 15-20 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยที่อายุ 65 ปีผ่าตัดวันนี้ มีโอกาสสูงที่จะไม่ต้องผ่าตัดซ้ำตลอดชีวิต แต่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ระดับกิจกรรม และการดูแลตัวเองด้วย
ต้องนอนโรงพยาบาลนานแค่ไหน
โดยทั่วไป 3-5 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจนานกว่านั้นเล็กน้อย แต่ระบบการดูแลแบบ ERAS ที่ทันสมัยช่วยให้ผู้ป่วยลุกเดินได้เร็ว ลดความเสี่ยง และกลับบ้านได้ไวขึ้นมาก
สรุป สิ่งสำคัญที่ต้องจำ
[1] การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่คือทางออกที่ถูกต้องเมื่อถึงเวลา เพราะข้อที่พังแล้วไม่ซ่อมเองได้
[2] การควบคุมน้ำตาลและความดันก่อนผ่าตัดสำคัญพอๆ กับฝีมือแพทย์ เพราะทั้งสองอย่างกำหนดความเสี่ยงของการผ่าตัดโดยตรง
[3] ยิ่งรอ ขาจะยิ่งโก่งมาก กล้ามเนื้อยิ่งฝ่อลีบ และการผ่าตัดจะยิ่งซับซ้อนขึ้น
[4] การเตรียมตัวล่วงหน้าทั้งร่างกาย บ้าน และจิตใจ ทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
[5] ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ผ่าตัดเสร็จแล้วพูดตรงกันว่า "รู้แบบนี้ทำเร็วกว่านี้ดีกว่า" เพราะพวกเขาเพิ่งได้คืนชีวิตที่หายไปนานหลายปี
――――――――――――――――――――――――
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
――――――――――――――――――――――――
#เปลี่ยนข้อเข่า #ผ่าตัดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #เข่าเสื่อม #ปวดเข่า #ขากง #กระดูกและข้อ #เบาหวานกับการผ่าตัด #เตรียมตัวผ่าตัด #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #TotalKneeReplacement #TKR #KneeOsteoarthritis #PreoperativeOptimization #DiabetesSurgery