
เดินวิ่งทุกเช้าเหมือนเคย แต่ช่วงนี้เริ่มเจ็บใต้ตาตุ่มด้านใน
ตอนแรกเจ็บนิดเดียว พักแล้วก็หาย
พอวิ่งไกลขึ้น เจ็บมากขึ้น แล้วลามไปเป็นทั้งสองข้าง
คุณแอน อายุ 42 ปี วิ่งออกกำลังมาหลายปี
สามถึงสี่เดือนมานี้ เริ่มปวดบริเวณใต้ตาตุ่มด้านในของข้อเท้าทั้งสองข้าง
ลองพักก็ดีขึ้น พอกลับไปวิ่ง อาการก็กลับมาอีก
เธอเริ่มสงสัยว่า "ต้องเลิกวิ่งไปเลยหรือเปล่า"
บทความนี้จะอธิบายว่าอาการปวดใต้ตาตุ่มด้านในแบบนี้เกิดจากอะไร วินิจฉัยอย่างไร และทำไมหลายคนรักษาถูกจุดแล้วกลับมาวิ่งได้ตามปกติ ครับ
――――――――――――――――――――――――
ทำไมปวดใต้ตาตุ่มด้านในเวลาวิ่ง หลายคนรักษาถูกจุดแล้วหายได้
――――――――――――――――――――――――
[1] เคยไหม วิ่งได้ดีๆ อยู่ดีๆ ก็เริ่มเจ็บข้างในข้อเท้า
หลายคนคิดว่าอาการปวดข้อเท้าด้านในเป็นเรื่องของ "ข้อ" หรือ "กระดูก" แต่ความจริงแล้ว สาเหตุที่พบบ่อยในนักวิ่งและคนที่ใช้เท้ามากกลับเป็นเรื่องของ "เส้นเอ็น" เส้นหนึ่งที่อยู่ลึกใต้ตาตุ่มด้านใน ซึ่งหลายคนไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย
เส้นเอ็นเส้นนี้ชื่อว่า เส้นเอ็นทิเบียลิส โพสทีเรียร์ (tibialis posterior tendon) เป็นเส้นเอ็นที่ทำงานหนักเงียบๆ ทุกก้าวที่เราเดินและวิ่ง โดยที่เราไม่เคยรู้ตัว
[2] เรื่องของคุณแอน นักวิ่งวัย 42 ปี
กาลครั้งหนึ่ง คุณแอนเป็นคนที่ตื่นเช้ามาวิ่งได้อย่างมีความสุข วิ่งเป็นกิจวัตรมาหลายปี ร่างกายแข็งแรงดี
ทุกวันเธอออกไปวิ่งตามเส้นทางเดิม ระยะเดิม โดยไม่มีปัญหาอะไร
จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อสามถึงสี่เดือนก่อน เธอเริ่มรู้สึกเจ็บตื้อๆ บริเวณใต้ตาตุ่มด้านในของข้อเท้า ตอนแรกเป็นข้างเดียว แล้วต่อมาเป็นทั้งสองข้าง
เพราะอาการนี้ เธอเริ่มวิ่งได้สั้นลง วิ่งไกลเหมือนเดิมไม่ได้ พอลงน้ำหนักนานๆ ก็เจ็บ
เพราะเหตุนั้น เธอเริ่มลังเล ไม่รู้ว่าควรหยุดวิ่งไปเลย หรือฝืนวิ่งต่อ กลัวว่าถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่
จนในที่สุด เธอตัดสินใจมาตรวจ เพื่อหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเท้าของเธอ
[3] อธิบายแบบเข้าใจง่าย เส้นเอ็นนี้ทำงานอย่างไร และทำไมจึงอักเสบ
หลายคนเดินและวิ่งมาทั้งชีวิต แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามีเส้นเอ็นเล็กๆ เส้นหนึ่งคอยพยุงอุ้งเท้าเอาไว้ทุกก้าว และพอมันมีปัญหา ชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไปทันที
ลองนึกภาพ เส้นเอ็นทิเบียลิส โพสทีเรียร์ เป็นเหมือน "เชือกพยุง" ที่ขึงจากกล้ามเนื้อน่อง อ้อมลงมาใต้ตาตุ่มด้านใน แล้วไปยึดเกาะที่กระดูกกลางฝ่าเท้า หน้าที่ของมันคือช่วยยกอุ้งเท้าให้โค้งสวย และช่วยให้เราถีบตัวขึ้นเวลาเดินหรือวิ่ง
ทำไมถึงเกิดอาการ เส้นเอ็นเส้นนี้ถูกหุ้มด้วย "ปลอกหุ้มเส้นเอ็น" (tendon sheath) ที่ทำหน้าที่เหมือนท่อหล่อลื่นให้เส้นเอ็นเลื่อนไปมาได้ลื่นๆ เวลาเราใช้งานเท้าซ้ำๆ มากๆ เช่น วิ่งระยะไกล หรือวิ่งบ่อยขึ้นกว่าเดิม ปลอกหุ้มนี้จะเกิดการเสียดสีและอักเสบขึ้น เรียกว่า ภาวะปลอกหุ้มเส้นเอ็นอักเสบ (tenosynovitis)
เกิดทีละขั้นอย่างไร เริ่มจากการใช้งานซ้ำๆ ทำให้ปลอกหุ้มระคายเคือง จากนั้นร่างกายสร้างน้ำอักเสบขึ้นมาในปลอก ทำให้ปลอกบวมและหนาตัวขึ้น พอปลอกบวม เส้นเอ็นที่เคยเลื่อนลื่นๆ ก็เริ่มฝืด เลื่อนผ่านยากขึ้น ยิ่งใช้งานก็ยิ่งเสียดสี ยิ่งอักเสบ กลายเป็นวงจรที่ไม่ยอมหายเอง
ทำไมอาการจึงเป็นแบบนี้ ที่ปวดตรงใต้ตาตุ่มด้านในพอดี เพราะเป็นจุดที่เส้นเอ็นต้องอ้อมโค้งผ่านกระดูกตาตุ่ม เป็นจุดที่เสียดสีมากที่สุด และที่ปวดมากตอนวิ่งหรือลงน้ำหนัก เพราะนั่นคือตอนที่เส้นเอ็นต้องทำงานหนักที่สุด พอพักก็ดีขึ้นเพราะเส้นเอ็นได้หยุดเสียดสีชั่วคราว แต่พอกลับไปใช้งานก็กลับมาเป็นอีก
สิ่งที่น่าสนใจในเคสแบบนี้ คือการตรวจพบว่าเป็นเพียง "การอักเสบของปลอกหุ้ม" เท่านั้น ตัวเส้นเอ็นยังไม่เสื่อมและยังไม่ฉีกขาด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะหมายความว่ายังจับได้ในระยะที่รักษาง่าย
[4] ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาวะนี้
เส้นเอ็นทิเบียลิส โพสทีเรียร์ เป็นเส้นเอ็นหลักที่พยุงอุ้งเท้าด้านใน
ภาวะปลอกหุ้มเส้นเอ็นอักเสบ คือการอักเสบของปลอกหุ้มที่ห่อเส้นเอ็นไว้ มักเริ่มจากการใช้งานซ้ำๆ
อาการที่พบบ่อย คือ ปวดและกดเจ็บใต้ตาตุ่มด้านใน อาจมีบวมเล็กน้อย ปวดมากขึ้นเวลาเดินหรือวิ่ง
ในบางคน ภาวะนี้อาจสัมพันธ์กับโรคข้ออักเสบบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือเก๊าท์ ดังนั้นการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงจึงสำคัญ
[5] ใครเสี่ยงเป็นภาวะนี้บ้าง
คนที่ใช้งานเท้าซ้ำๆ มาก เช่น นักวิ่ง คนที่เล่นกีฬาที่ต้องกระโดดหรือเปลี่ยนทิศทางบ่อย
คนที่อุ้งเท้าแบน หรือเท้าล้มเข้าด้านใน ทำให้เส้นเอ็นต้องทำงานหนักกว่าปกติ
คนที่เพิ่มปริมาณการออกกำลังเร็วเกินไป เช่น เพิ่มระยะวิ่งกะทันหัน
ผู้ที่มีโรคข้ออักเสบบางชนิด
น้ำหนักตัวที่มาก ทำให้เส้นเอ็นรับภาระมากขึ้น
[6] การวินิจฉัยทำได้อย่างไร
การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะอาการปวดข้อเท้าด้านในเกิดได้จากหลายสาเหตุ การหาให้เจอว่าเป็นที่เส้นเอ็นเส้นไหน และอยู่ในระยะใด จะทำให้เลือกการรักษาได้ตรงจุด
ซักประวัติ สอบถามลักษณะอาการ ระยะเวลา กิจกรรมที่ทำให้ปวด
ตรวจร่างกาย กดหาจุดเจ็บตามแนวเส้นเอ็น ทดสอบกำลังของเส้นเอ็น
ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรืออัลตราซาวด์ (ultrasound) เป็นเครื่องมือที่เห็นเส้นเอ็นและปลอกหุ้มได้ชัดเจน บอกได้ว่ามีน้ำอักเสบในปลอกหรือไม่ ปลอกหนาตัวขึ้นหรือไม่ และที่สำคัญคือบอกได้ว่าตัวเส้นเอ็นเสื่อมหรือฉีกขาดหรือยัง ซึ่งมีผลต่อการเลือกวิธีรักษาอย่างมาก
เอกซเรย์ (x-ray) ช่วยดูโครงสร้างกระดูกและรูปเท้า
การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) ใช้ในกรณีที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสงสัยภาวะอื่นร่วมด้วย
[7] แนวทางการรักษา จากเบาไปหนัก
เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่แค่ให้หายปวด แต่คือการทำให้กลับไปวิ่ง กลับไปทำกิจกรรมที่รักได้อย่างมั่นใจ และดูแลเส้นเอ็นให้แข็งแรงในระยะยาว การรักษาส่วนใหญ่เริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน
เริ่มจากการปรับพฤติกรรม ลดหรือพักกิจกรรมที่ทำให้ปวดชั่วคราว ปรับปริมาณการวิ่งให้ค่อยเป็นค่อยไป
ต่อมาคือการใช้ยาลดการอักเสบ เพื่อบรรเทาอาการปวดและการอักเสบของปลอกหุ้ม
การทำกายภาพบำบัด ช่วยยืดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น รวมถึงการใช้แผ่นรองอุ้งเท้าในผู้ที่มีเท้าแบน เพื่อลดภาระของเส้นเอ็น
ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นด้วยวิธีข้างต้น หรืออักเสบค่อนข้างมาก การฉีดยาลดการอักเสบเข้าปลอกหุ้มเส้นเอ็นภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์ (ultrasound-guided injection) เป็นทางเลือกที่ช่วยได้ จุดสำคัญคือการฉีดต้องทำภายใต้อัลตราซาวด์เท่านั้น เพื่อให้ยาเข้าไปใน "ปลอกหุ้ม" ไม่ใช่เข้าไปใน "ตัวเส้นเอ็น" เพราะการฉีดเข้าตัวเส้นเอ็นโดยตรงอาจทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอลงได้ การนำทางด้วยอัลตราซาวด์จึงทำให้ปลอดภัยและแม่นยำ
สุดท้าย การผ่าตัด จะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือมีการฉีกขาดของเส้นเอ็นที่ชัดเจน ซึ่งในเคสที่จับได้เร็วและตัวเส้นเอ็นยังดีอยู่ มักไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นนี้
[8] พยากรณ์โรค หายไหม นานแค่ไหน กลับมาเป็นอีกหรือไม่
ข่าวดีคือ ภาวะปลอกหุ้มเส้นเอ็นอักเสบที่จับได้ในระยะที่ตัวเส้นเอ็นยังไม่เสื่อมและยังไม่ฉีกขาด มีแนวโน้มตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ดี หลายคนอาการดีขึ้นภายในเวลาเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน เมื่อได้พักเส้นเอ็นและลดการอักเสบอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ถ้ายังกลับไปใช้งานหนักแบบเดิมโดยไม่ปรับพฤติกรรม หรือไม่แก้ที่ต้นเหตุ เช่น เท้าแบน อาการก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้นการป้องกันการกลับเป็นซ้ำจึงสำคัญพอๆ กับการรักษาครั้งแรก
[9] ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา จะเป็นอย่างไร
เมื่อปลอกหุ้มอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน การอักเสบที่ปล่อยทิ้งไว้อาจลุกลามไปกระทบตัวเส้นเอ็นเอง ทำให้เส้นเอ็นค่อยๆ เสื่อมและอ่อนแอลง ในระยะยาว เส้นเอ็นที่อ่อนแออาจสูญเสียความสามารถในการพยุงอุ้งเท้า ทำให้อุ้งเท้าค่อยๆ แบนลง และเท้าผิดรูปได้ ซึ่งเป็นภาวะที่รักษายากกว่าและใช้เวลานานกว่ามาก
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการดูแลตั้งแต่ระยะที่ยังเป็นแค่การอักเสบของปลอกหุ้ม จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรักษา
[10] วิธีป้องกัน
เพิ่มปริมาณการออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เพิ่มระยะวิ่งหรือความหนักเร็วเกินไป
อบอุ่นร่างกายและยืดกล้ามเนื้อน่องและเท้าก่อนและหลังออกกำลัง
เลือกรองเท้าที่รองรับอุ้งเท้าได้ดี และใช้แผ่นรองอุ้งเท้าหากมีเท้าแบน
เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและเท้าอย่างสม่ำเสมอ
คนที่ดูแลเส้นเอ็นและอุ้งเท้าตั้งแต่วันนี้ คือคนที่มองการณ์ไกล และจะได้ใช้เท้าคู่นี้ไปอีกนาน
[11] คำถามที่พบบ่อย
[1] ถาม ปวดสองข้างพร้อมกัน แปลว่าอาการหนักไหม
ตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป การเป็นสองข้างมักสะท้อนว่าเกิดจากรูปแบบการใช้งานเท้าหรือลักษณะเท้าที่คล้ายกันทั้งสองข้าง สิ่งสำคัญคือต้องตรวจหาว่าตัวเส้นเอ็นยังดีอยู่หรือไม่ มากกว่าการดูว่าเป็นกี่ข้าง
[2] ถาม ต้องเลิกวิ่งถาวรไหม
ตอบ ส่วนใหญ่ไม่ต้องเลิกถาวร แต่อาจต้องพักหรือลดปริมาณชั่วคราวในช่วงรักษา แล้วค่อยๆ กลับมาวิ่งใหม่อย่างเหมาะสม พร้อมกับแก้ที่ต้นเหตุไปด้วย
[3] ถาม การฉีดยาเข้าปลอกหุ้มอันตรายไหม
ตอบ เมื่อทำภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์โดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะมีความแม่นยำสูง เพราะมองเห็นว่ายาเข้าไปในปลอกหุ้ม ไม่ใช่ในตัวเส้นเอ็น ซึ่งเพิ่มความปลอดภัยขึ้นมาก
[4] ถาม ทำไมต้องใช้อัลตราซาวด์นำทางการฉีด ฉีดเฉยๆ ไม่ได้หรือ
ตอบ การฉีดโดยไม่เห็นภาพ มีความเสี่ยงที่ยาจะเข้าผิดตำแหน่ง โดยเฉพาะเข้าตัวเส้นเอ็นซึ่งอาจทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอ การใช้อัลตราซาวด์ทำให้เห็นเข็มและเส้นเอ็นตลอดเวลา จึงแม่นยำและปลอดภัยกว่า
[5] ถาม หายแล้วจะกลับมาเป็นอีกไหม
ตอบ มีโอกาส ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมหรือไม่แก้ต้นเหตุ การป้องกันการกลับเป็นซ้ำจึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษา
[12] สรุป สิ่งที่อยากให้จำ
[1] อาการปวดใต้ตาตุ่มด้านใน โดยเฉพาะเวลาวิ่งหรือลงน้ำหนัก อาจเกิดจากปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่พยุงอุ้งเท้าอักเสบ
[2] การวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการดูว่าตัวเส้นเอ็นยังดีอยู่หรือไม่ คือกุญแจสำคัญในการเลือกวิธีรักษา
[3] ภาวะนี้ส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ถ้าจับได้ในระยะที่เส้นเอ็นยังไม่เสื่อม
[4] หากต้องฉีดยา ควรทำภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์เพื่อความแม่นยำและปลอดภัย
[5] คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ และการดูแลเท้าให้แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อให้กลับไปทำสิ่งที่รักได้อีกนาน
――――――――――――――――――――――――
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
หมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line ID @doctorkeng โทร 081-5303666
――――――――――――――――――――――――
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดข้อเท้า #ปวดตาตุ่มด้านใน #เส้นเอ็นอักเสบ #นักวิ่ง #อาการบาดเจ็บจากการวิ่ง #อัลตราซาวด์ #ฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #ธนินนิตย์คลินิก #เชียงใหม่ #สุขภาพเท้า #อุ้งเท้าแบน #กระดูกและข้อ