เคยสงสัยไหมว่า... ทำไมหมอยังบอกให้เอกซเรย์ซ้ำ ทั้งที่คุณรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว? เพราะโรครูมาตอยด์ทำลายข้อของคุณเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง แม้ในวันที่คุณรู้สึกว่าไม่เจ็บเลยก็ตาม


การมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในข้อ คือกุญแจสำคัญของการรักษารูมาตอยด์


คนส่วนใหญ่คิดว่าโรครูมาตอยด์คือโรคข้อปวดที่ควบคุมได้ด้วยยา และถ้าอาการดีขึ้นแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แต่ความจริงที่น่ากลัวกว่านั้นคือ โรครูมาตอยด์สามารถทำลายกระดูกและข้อต่อเงียบๆ ได้ แม้ในขณะที่คุณรู้สึกดีขึ้น การถ่ายภาพรังสีและอัลตราซาวด์ไม่ใช่แค่การตรวจเพิ่มเติม แต่คือหูตาของหมอที่ช่วยมองเห็นสิ่งที่ร่างกายและอาการคลินิกบอกไม่ได้

คุณหรือคนในครอบครัวกำลังรักษารูมาตอยด์อยู่ไหม? บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมการตรวจภาพรังสีถึงสำคัญมากกว่าที่คิด

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่าโรครูมาตอยด์ทำอะไรกับข้อของเรา

โรครูมาตอยด์เป็นโรคภูมิต้านทานตัวเอง ที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเยื่อบุข้อของเราเอง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในเยื่อบุข้อที่เรียกว่า Synovium การอักเสบนี้ปล่อยสารเคมีที่กัดกร่อนกระดูกและกระดูกอ่อนออกไปทีละน้อย จนในที่สุดข้อจะผิดรูปและทำงานไม่ได้ตามปกติ ที่น่ากังวลคือกระบวนการนี้อาจเกิดขึ้นโดยที่คุณไม่รู้สึกเจ็บปวดอย่างชัดเจนเลยก็ได้

ข้อมือและนิ้วมือเป็นที่โปรดปรานของโรคนี้โดยเฉพาะ

เอกซเรย์มือ 2 ข้างบอกอะไรได้บ้าง?

การเอกซเรย์มือทั้ง 2 ข้างพร้อมกันเป็นมาตรฐานในการติดตามโรครูมาตอยด์ ภาพที่หมอมองหาประกอบด้วยหลายสิ่ง ประการแรกคือช่องว่างระหว่างข้อที่แคบลง ซึ่งแสดงว่ากระดูกอ่อนถูกกัดกร่อนไปแล้ว ประการที่สองคือรอยกร่อนของกระดูก หรือ Erosion ซึ่งมองเห็นเป็นรอยขาดเว้าที่ขอบกระดูก นั่นคือหลักฐานชัดเจนว่าโรคกำลังทำลายกระดูก ประการที่สามคือกระดูกรอบข้อที่บางลงหรือที่เรียกว่า Periarticular Osteopenia ซึ่งน่าสนใจตรงที่นี่คือสัญญาณเตือนเริ่มต้นที่มักเห็นบนเอกซเรย์ก่อนสิ่งอื่น

แต่ปัญหาของเอกซเรย์คือมันเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การอักเสบที่กำลังเกิดอยู่ตอนนี้

การให้คะแนนความเสียหายของข้อ — Larsen Score และ Sharp-van der Heijde Score

หมอไม่ได้แค่มองเอกซเรย์แล้วบอกว่าดีหรือไม่ดี แต่มีระบบคะแนนที่ใช้วัดความรุนแรงของการทำลายข้ออย่างเป็นมาตรฐาน ระบบที่ใช้กันทั่วโลกมี 2 ระบบหลัก

ระบบ Larsen Score เป็นระบบง่ายๆ ที่ให้คะแนนข้อต่างๆ จาก 0 ถึง 5 โดย 0 คือปกติ และ 5 คือข้อพังอย่างสมบูรณ์ ระบบที่ละเอียดกว่าคือ Sharp-van der Heijde Score ที่แยกวัดทั้งรอยกร่อนและช่องว่างระหว่างข้อแยกกันในข้อหลายจุดทั้งมือและเท้า ทำให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงปีต่อปีได้อย่างแม่นยำ เป็นเครื่องมือสำคัญที่แพทย์ใช้ตัดสินใจว่าควรปรับยาหรือไม่

อัลตราซาวด์ข้อ — เห็นการอักเสบที่ซ่อนอยู่

ถ้าเอกซเรย์เป็นเหมือนการดูรอยแผลที่เกิดขึ้นแล้ว อัลตราซาวด์ข้อก็เหมือนการดูไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ในปัจจุบัน

อัลตราซาวด์ระบบกล้ามเนื้อและข้อสามารถมองเห็นการอักเสบในเยื่อบุข้อได้โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อใช้เทคนิคที่เรียกว่า Power Doppler ซึ่งแสดงให้เห็นการไหลเวียนโลหิตที่เพิ่มขึ้นในบริเวณที่อักเสบ สีส้มแดงบนหน้าจออัลตราซาวด์คือสัญญาณว่าเยื่อบุข้อนั้นกำลังอักเสบอยู่ แม้คุณจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตาม

สิ่งที่น่าตกใจคือมีงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยรูมาตอยด์ที่อาการสงบแล้วตามเกณฑ์คลินิกถึงร้อยละ 32 ถึง 44 ยังพบการอักเสบที่ซ่อนอยู่ในอัลตราซาวด์ Power Doppler และกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าในการที่โรคจะกลับมาปะทุและข้อจะเสียหายเพิ่มขึ้น

MRI — เห็นก่อนเอกซเรย์ 2-3 ปี

MRI คือการตรวจที่ไวที่สุดในการค้นหาความเสียหายของข้อในระยะต้น

งานวิจัยพบว่า MRI สามารถตรวจพบการกร่อนของกระดูกในข้อมือและนิ้วมือได้ตั้งแต่ระยะที่โรคเพิ่งเริ่มต้นไม่กี่เดือน และที่สำคัญคือ MRI ตรวจพบรอย Erosion ได้ก่อนที่เอกซเรย์จะเห็นถึง 2-3 ปี ซึ่งแปลว่าถ้ารอให้เอกซเรย์เห็น กระดูกถูกกัดกร่อนไปแล้วนานมาก นอกจากนี้ MRI ยังเห็นการอักเสบของเยื่อบุข้อ การบวมของไขกระดูก และเส้นเอ็น ทั้งหมดในการตรวจครั้งเดียว

เมื่อไรควรทำการตรวจแบบไหน?

คำถามที่พบบ่อยคือ แล้วควรทำอะไรเมื่อไร? ขอแยกให้เข้าใจง่ายๆ

เอกซเรย์มือ 2 ข้างเป็นการตรวจพื้นฐานที่ควรทำตั้งแต่แรกวินิจฉัยเพื่อดูภาพเริ่มต้น จากนั้นในปีแรกหลังจากเริ่มรักษา ควรเอกซเรย์ซ้ำทุก 6 เดือน เพราะปีแรกนี้ข้ออาจเสียหายเร็วที่สุด หลังจากนั้นถ้าโรคนิ่งแล้ว ก็เอกซเรย์ปีละครั้ง หรือเมื่อหมอสงสัยว่าโรคกำลังลุกลาม

อัลตราซาวด์ข้อใช้เมื่อต้องการดูการอักเสบที่กำลังเกิดอยู่ โดยเฉพาะเมื่อไม่แน่ใจว่าโรคยังคุมได้หรือไม่ หรือก่อนตัดสินใจลดหรือหยุดยา

MRI ใช้เมื่อต้องการข้อมูลละเอียดในกรณีพิเศษ เช่น ระยะต้นของโรคที่อยากรู้ว่ามีรอย Erosion แล้วหรือยัง หรือเมื่อสงสัยว่ามีการทำลายข้อที่ซ่อนอยู่

และถ้าเอกซเรย์พบการทำลายข้อที่รุนแรงมาก ผิดรูปมาก หมอจะพิจารณาส่งพบแพทย์ศัลยกรรมกระดูกเพื่อประเมินการผ่าตัดแก้ไข

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับว่าเริ่มจัดการเร็วแค่ไหน

โรครูมาตอยด์ที่ไม่ได้ติดตามด้วยภาพรังสีอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสสูงที่จะพลาดช่วงเวลาสำคัญที่ควรปรับยา ทำให้ข้อเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น ในทางกลับกัน ผู้ป่วยที่ติดตามการรักษาสม่ำเสมอ รับการตรวจภาพรังสีตามนัด และปรับยาเมื่อจำเป็น มีโอกาสสูงมากที่จะรักษาการทำงานของข้อไว้ได้ในระยะยาว

ปัจจัยที่บอกว่าโรคจะรุนแรงกว่าปกติ ได้แก่ ค่าการอักเสบสูง ผล Anti-CCP หรือ Rheumatoid Factor ให้ผลบวก และมีรอย Erosion บนเอกซเรย์ตั้งแต่ต้น กลุ่มนี้ยิ่งต้องติดตามการตรวจภาพรังสีอย่างเข้มงวด

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากคือ "ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องเอกซเรย์แล้ว" ซึ่งเป็นความคิดที่อันตราย เพราะดังที่อธิบายไปแล้ว การอักเสบอาจดำเนินอยู่เงียบๆ และการทำลายกระดูกอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการปวด

ความเข้าใจผิดอีกอย่างคือ "เอกซเรย์ปกติ แปลว่าข้อดี" ซึ่งก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะเอกซเรย์ปกติเห็นแค่กระดูก ไม่เห็นการอักเสบในเยื่อบุข้อที่กำลังเกิดอยู่

ถ้าคุณมีคนในครอบครัว หรือรู้จักใครที่เป็นรูมาตอยด์และเพิ่งทราบว่าต้องเอกซเรย์ซ้ำ บทความนี้น่าจะช่วยให้เขาเข้าใจเหตุผลได้ดีขึ้น ลองแชร์ให้เขาอ่านดูนะครับ เผื่อจะช่วยให้เขาไม่ข้ามขั้นตอนสำคัญนี้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถ่ายภาพรังสีในรูมาตอยด์

ถาม: ทำไมหมอต้องเอกซเรย์ซ้ำทุกปี ทั้งที่อาการดีขึ้นแล้ว? ตอบ: เพราะโรครูมาตอยด์อาจทำลายกระดูกและข้อต่อเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง แม้อาการปวดจะดีขึ้นแล้วก็ตาม การเอกซเรย์ซ้ำช่วยตรวจจับว่าข้อกำลังถูกทำลายเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพื่อปรับยาให้ทันก่อนที่ความเสียหายจะมากเกินไป

ถาม: อัลตราซาวด์ข้อดีกว่าเอกซเรย์ยังไง? ตอบ: เอกซเรย์เห็นกระดูกได้ดี แต่ไม่เห็นการอักเสบในเยื่อบุข้อที่กำลังเกิดอยู่ อัลตราซาวด์เห็นการอักเสบที่ยังดำเนินอยู่ได้แม้อาการดูดีขึ้น และสามารถวัดระดับการอักเสบได้ด้วย Power Doppler ทำให้หมอตัดสินใจเรื่องยาได้แม่นยำขึ้น

ถาม: MRI จำเป็นต้องทำในทุกคนที่เป็นรูมาตอยด์ไหม? ตอบ: ไม่จำเป็นในทุกราย MRI มีประโยชน์มากในระยะต้นๆ ที่ยังไม่เห็น Erosion บนเอกซเรย์ หรือเมื่อสงสัยว่ามีการทำลายข้อที่ซ่อนอยู่ ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ว่าจะเปลี่ยนแผนการรักษาหรือไม่

ถาม: ถ้าผลเอกซเรย์ปกติ แปลว่ารูมาตอยด์ไม่รุนแรงไหม? ตอบ: ไม่เสมอไป เอกซเรย์ปกติอาจหมายความว่าการทำลายข้อยังไม่มากพอที่จะเห็นบนฟิล์ม แต่การอักเสบในเยื่อบุข้ออาจยังดำเนินอยู่ อัลตราซาวด์และ MRI อาจตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนเอกซเรย์

ถาม: การเอกซเรย์บ่อยๆ จะได้รับรังสีมากเกินไปไหม? ตอบ: ปริมาณรังสีจากการเอกซเรย์มือนั้นน้อยมาก การเอกซเรย์ปีละครั้งหรือตามที่แพทย์แนะนำมีความปลอดภัยสูง ประโยชน์ที่ได้จากการติดตามโรคมีมากกว่าความเสี่ยงจากรังสีอย่างมาก

สรุปสิ่งสำคัญที่ควรรู้

• เอกซเรย์มือ 2 ข้างเป็นมาตรฐานในการติดตามรูมาตอยด์ — เห็น Erosion, ช่องแคบลง, กระดูกบาง • Larsen Score และ Sharp-van der Heijde Score ช่วยวัดความเสียหายของข้ออย่างเป็นระบบปีต่อปี • อัลตราซาวด์ Power Doppler เห็นการอักเสบที่ซ่อนอยู่ แม้ในวันที่อาการสงบแล้ว • MRI เห็น Erosion ได้ก่อนเอกซเรย์ 2-3 ปี มีประโยชน์มากในระยะต้น • ปีแรกเอกซเรย์ทุก 6 เดือน หลังจากนั้นปีละครั้ง หรือตามที่หมอแนะนำ • อาการดีขึ้นไม่ได้แปลว่าข้อหยุดเสียหาย — การตรวจภาพรังสียังจำเป็น


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเอกซเรย์และอัลตราซาวด์ในโรครูมาตอยด์ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666


คำถามที่พบบ่อย

📞โทรปรึกษา💬Line หมอเก่ง