
โรครูมาตอยด์ ไม่ใช่แค่โรคของข้อ แต่น้อยคนที่รู้ว่าโรคนี้อาจเดินทางไปถึงดวงตาด้วย โดยที่ยังไม่รู้สึกอะไรเลย
ข้อต่อมือ ข้อเข่า ข้อนิ้ว สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อได้ยินชื่อโรคนี้
นั่นคือ "ดวงตา"
เธอเป็นรูมาตอยด์มา 7 ปีแล้ว กินยาทุกวัน ตรวจเลือดทุก 3 เดือน ข้ออาการดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนแรก
แต่สิ่งที่ไม่เคยทำตลอด 7 ปีนั้น คือตรวจตา
ตาแห้งมาสักพักแล้ว แต่คิดว่าเป็นเพราะอายุ หรือนั่งหน้าจอนานไป จนวันที่ผมส่งไปพบจักษุแพทย์ ผลตรวจพบว่าจอตาเริ่มเสียหายจากยาที่ใช้รักษารูมาตอยด์มาตลอด
สิ่งที่เสียไปแล้วคืนไม่ได้ แต่การตรวจพบตอนนี้ทำให้หยุดการเสียหายต่อไปได้
หลายคนสงสัย โรคที่ทำให้ข้ออักเสบ จะมาเกี่ยวกับตาได้ยังไง?
ลองนึกภาพนี้ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานเหมือนระบบรักษาความปลอดภัย ที่คอยป้องกันเชื้อโรค แต่ในคนที่เป็นรูมาตอยด์ ระบบนี้เกิดความสับสน เริ่มโจมตีเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเอง
และเนื้อเยื่อที่ถูกโจมตีไม่ได้มีแค่ข้อต่อ ดวงตาก็เป็นเป้าหมายที่เกิดได้เช่นกัน
เมื่อต่อมน้ำตาถูกการอักเสบรบกวน → ต่อมผลิตน้ำตาได้น้อยลง → ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง เหมือนมีทรายอยู่ในตา
เมื่อเนื้อเยื่อชั้นขาวของตาอักเสบ → ตาแดง ปวด และถ้ารุนแรงมาก อาจทำให้ชั้นตาขาวบางลงหรือเสียหายถาวรได้
นอกจากโรคเองแล้ว ยาบางชนิดที่ใช้รักษารูมาตอยด์ โดยเฉพาะยาไฮดรอกซีคลอโรควิน เมื่อใช้ต่อเนื่องยาวนาน อาจสะสมที่จอตาและทำลายเซลล์รับแสงได้ทีละน้อย โดยที่ไม่รู้สึกอะไรในช่วงแรก
มีอยู่ 4 แบบหลัก ๆ ที่ควรรู้จัก
แบบที่หนึ่ง คือ ตาแห้ง (Keratoconjunctivitis Sicca) เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดในคนไข้รูมาตอยด์ ต่อมน้ำตาอักเสบและผลิตน้ำตาได้น้อยลง ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง บางทีน้ำตาไหลมากผิดปกติซึ่งเป็นปฏิกิริยาของตาที่พยายามชดเชยความแห้ง บางรายเกิดร่วมกับกลุ่มอาการโจเกรน ซึ่งทำให้ทั้งตาและปากแห้ง
แบบที่สอง คือ เส้นเลือดตาขาวอักเสบชั้นตื้น (Episcleritis) ตาขาวจะแดงเป็นจุดหรือแถบ มักไม่เจ็บปวดมาก และหลายรายอาการดีขึ้นเองหรือรักษาด้วยยาหยอดตา
แบบที่สาม คือ ตาขาวอักเสบชั้นลึก (Scleritis) นี่คือแบบที่รุนแรงและต้องระวังมากที่สุด ปวดตาลึก ๆ มาก บางทีปวดร้าวไปที่ขมับหรือหน้าผาก ตาแดงเข้มมีสีม่วงหรือน้ำเงิน ถ้าไม่รักษาอาจทำให้ชั้นตาขาวบางลงหรือสูญเสียการมองเห็นได้
แบบที่สี่ คือ จอตาเสียหายจากยา สำหรับคนที่ใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ยานี้อาจสะสมในจอตาและทำลายเซลล์รับแสง ระยะต้นมักไม่รู้สึกอะไร จนเมื่อเสียหายมากแล้วจึงเริ่มรู้สึกถึงการมองเห็นที่เปลี่ยนไป
• ป่วยรูมาตอยด์มานานกว่า 5 ปีขึ้นไป • ระดับการอักเสบในร่างกายสูงต่อเนื่อง
• ใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควินนานกว่า 5 ปี หรือใช้ในขนาดสูง
• ไตทำงานได้ไม่ดี ทำให้ยาสะสมในร่างกายได้มากขึ้น
• มีอาการปากแห้งร่วมด้วย อาจมีกลุ่มอาการโจเกรนร่วมด้วยโดยไม่รู้ตัว
เริ่มจากการซักประวัติ มีตาแห้ง แสบ แดง ปวด หรือการมองเห็นเปลี่ยนไปบ้างไหม
จากนั้นจักษุแพทย์จะตรวจดวงตาด้วยกล้องพิเศษ เพื่อดูผิวตา ดูการอักเสบ และตรวจความชุ่มชื้น
สำหรับผู้ที่ใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน จะมีการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจลานสายตา และการถ่ายภาพจอตาความละเอียดสูง ด้วยเครื่อง OCT (Optical Coherence Tomography) ที่ดูความหนาของแต่ละชั้นของจอตา เหมือนกับ CT scan ของดวงตา แต่ไม่ต้องฉีดสี ไม่เจ็บ และใช้เวลาไม่นาน
การดูแลปัญหาตาในรูมาตอยด์เดินจากเบาไปหนักตามความรุนแรง
สำหรับตาแห้ง เริ่มจากน้ำตาเทียมหยอดบ่อย ๆ ตามความจำเป็น ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจเพิ่มยาหยอดตาชนิดพิเศษที่ช่วยลดการอักเสบ
สำหรับตาขาวอักเสบชั้นตื้น มักรักษาด้วยยาต้านการอักเสบหรือยาหยอดตา อาการมักดีขึ้นได้เอง
สำหรับตาขาวอักเสบชั้นลึก ต้องรักษาจริงจังกว่า ทั้งยาต้านการอักเสบ ยาสเตียรอยด์ และในรายรุนแรงอาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยากลุ่มชีวภาพที่ใช้รักษารูมาตอยด์อยู่แล้ว
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ปัญหาตาบางอย่างในรูมาตอยด์บ่งบอกว่าโรคกำลังลุกลาม หมอรูมาตอยด์และจักษุแพทย์ต้องทำงานร่วมกันเสมอ เพื่อวางแผนการรักษาที่ครอบคลุมทั้งข้อและดวงตาในเวลาเดียวกัน
และถ้าปวดตาลึก ๆ มาก ตาแดงเข้ม หรือการมองเห็นเปลี่ยนไปกะทันหัน อย่ารอจนถึงนัดครั้งหน้า ควรพบแพทย์ทันที
ปัญหาตาส่วนใหญ่รักษาได้ดีถ้าพบตั้งแต่เนิ่น ๆ
ตาแห้งและตาขาวอักเสบชั้นตื้น มักดูแลได้ และในหลายรายอาการดีขึ้นเมื่อควบคุมโรครูมาตอยด์ได้ดีขึ้น
ตาขาวอักเสบชั้นลึก ถ้าจับได้เร็วและรักษาต่อเนื่อง ในหลายกรณีสามารถป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้
ผลข้างเคียงจากยาต่อจอตา ถ้าตรวจพบในระยะต้น การปรับยาช่วยหยุดการเสียหายต่อไปได้ แต่ถ้าเสียหายมากแล้ว การมองเห็นที่หายไปอาจไม่กลับมาทั้งหมด
ตาแห้งรุนแรงที่ปล่อยทิ้งไว้ทำให้กระจกตาถลอกและการมองเห็นลดลงได้
ตาขาวอักเสบชั้นลึกที่ไม่รักษา อาจทำลายชั้นตาขาวถาวร และในรายรุนแรงนำไปสู่การสูญเสียดวงตา
ผลข้างเคียงจากยาที่ไม่ตรวจติดตาม เมื่อจอตาเสียหายมากแล้ว แม้จะหยุดยา ความเสียหายบางส่วนอาจไม่สามารถย้อนกลับได้
• นัดตรวจตากับจักษุแพทย์ทุก 1-2 ปี แม้จะยังไม่มีอาการตาผิดปกติ
• แจ้งจักษุแพทย์ทุกครั้งว่ากำลังรับยารักษารูมาตอยด์อยู่ โดยเฉพาะชื่อยาและระยะเวลาที่ใช้
• ถ้าใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ตรวจตาทุกปีหลังจากใช้ยาครบ 5 ปี
• สังเกตตัวเอง ถ้าตาแห้งมากขึ้น แสบ แดง หรือปวดตาลึก ๆ ควรแจ้งแพทย์ก่อนนัดครั้งหน้า
• ควบคุมโรครูมาตอยด์ให้ดี การลดการอักเสบช่วยลดความเสี่ยงปัญหาตาได้พร้อม ๆ กัน
ถาม: ถ้าตาไม่มีอาการอะไร ต้องตรวจตาด้วยไหม? ตอบ: ควรตรวจครับ ปัญหาตาในรูมาตอยด์หลายอย่าง โดยเฉพาะผลข้างเคียงจากยา มักไม่มีอาการในระยะต้น การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจย้อนกลับไม่ได้
ถาม: ยาไฮดรอกซีคลอโรควินอันตรายต่อตาแค่ไหน? ตอบ: ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำมากในช่วง 5 ปีแรกของการใช้ยา แต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อใช้ยาวนานขึ้น สิ่งสำคัญคือตรวจตาตามกำหนด ไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะยานี้มีประโยชน์มากในการควบคุมโรค
ถาม: ตาแดงแบบนี้เกี่ยวกับรูมาตอยด์หรือเปล่า? ตอบ: อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็ได้ครับ ในคนที่เป็นรูมาตอยด์ตาแดงมีโอกาสเกิดจากโรคได้มากกว่าคนทั่วไป ควรแจ้งแพทย์ โดยเฉพาะถ้าตาแดงมาก ปวดลึก หรือมองเห็นเปลี่ยนไป
ถาม: ปวดตาลึก ๆ ต้องรีบพบแพทย์ไหม? ตอบ: ใช่ครับ ปวดตาลึกมาก ตาแดงเข้ม หรือการมองเห็นเปลี่ยนไปกะทันหัน เป็นสัญญาณที่ควรพบจักษุแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นตาขาวอักเสบชั้นลึกที่ต้องการการรักษาทันที
ถาม: ต้องพบจักษุแพทย์หรือหมอรูมาตอยด์? ตอบ: ทั้งสองครับ หมอรูมาตอยด์ดูแลโรคและยา ส่วนจักษุแพทย์ตรวจดวงตาโดยตรง ทั้งสองต้องทำงานร่วมกันเพื่อการดูแลที่ครอบคลุมที่สุด
แล้วคุณล่ะครับ รู้มาก่อนบ้างไหมว่าโรครูมาตอยด์อาจกระทบดวงตาได้ด้วย คอมเมนต์บอกได้เลย
• โรครูมาตอยด์ส่งผลต่อดวงตาได้ ไม่ใช่แค่ข้อต่อ
• ตาแห้ง ตาขาวอักเสบ และผลข้างเคียงจากยา คือสามปัญหาหลักที่ต้องรู้จัก
• ปัญหาหลายอย่างไม่มีอาการในระยะต้น ตรวจสม่ำเสมอสำคัญกว่ารอให้มีอาการก่อน
• ถ้าใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ตรวจตาทุกปีหลังใช้ครบ 5 ปี
• ปวดตาลึก หรือตาแดงเข้มมาก รีบพบแพทย์ ไม่ต้องรอ
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับโรคนี้ครับ การรู้ว่าต้องดูแลส่วนไหนของร่างกายบ้าง คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนทางตาในโรครูมาตอยด์ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666