
สะบ้าหลุดจากร่อง เจ็บจนร้องออกมา หมอดึงกลับเข้าที่ ใส่เครื่องพยุง พักสองสัปดาห์
สามเดือนต่อมา — แค่ก้าวลงจากรถตู้มหาวิทยาลัย สะบ้าเคลื่อนอีกครั้ง เจ็บเหมือนเดิมทุกอย่าง
น้องสาว 19 ปี นักวอลเลย์บอล มาพบผมพร้อมคำถามที่ค้างใจ "หมอคะ มันจะเกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ ไหม? หนูต้องผ่าตัดไหม?"
คำตอบขึ้นอยู่กับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในภาพ MRI ของเธอ — บทความนี้จะอธิบายว่าทำไม
คุณเคยสะบ้าเคลื่อนแล้วพักรักษาจนดีขึ้น — แต่ทำไมมันถึงเกิดซ้ำในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ทั้งที่แทบไม่ได้ทำอะไรหนักเลย?
คำถามนี้มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน และคำตอบนั้นอยู่ในโครงสร้างของเข่าคุณ
กาลครั้งหนึ่ง เธอเป็นนักวอลเลย์บอลที่กระโดดได้สูง วิ่งได้เร็ว และไม่เคยมีปัญหาเรื่องเข่ามาก่อน
ทุกวัน เธอซ้อมหลังเลิกเรียน ขึ้นลงสนามโดยไม่เคยต้องคิดถึงเข่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างเกมสำคัญ เธอกระโดดรับลูกและลงพื้นผิดท่า สะบ้าหลุดออกด้านข้างในพริบตา เจ็บจนร้องออกมาทันที คนรอบข้างตกใจ หมอข้างสนามดึงสะบ้ากลับเข้าที่ ใส่เครื่องพยุง แล้วบอกให้พัก
เพราะเหตุนั้น เธอหยุดเล่นสองเดือน ทำกายภาพบำบัด รู้สึกดีขึ้น คิดว่าหายแล้ว
เพราะเหตุนั้น วันที่เธอก้าวลงจากรถตู้มหาวิทยาลัยแบบธรรมดา ๆ สะบ้าก็เคลื่อนซ้ำอีกครั้ง เจ็บเหมือนเดิมทุกอย่าง ทั้งที่ไม่ได้กระโดดหรือทำอะไรหนักเลย
สะบ้าของเราปกติวิ่งอยู่ในร่องของกระดูกต้นขา เหมือนรถไฟที่ต้องอยู่บนราง ถ้ารางลึกพอดี รถก็ไม่มีทางหลุด
แต่ถ้าราง "ตื้น" กว่าปกติโดยธรรมชาติ หรือ "ล้อ" ของเราเยื้องออกด้านข้างมากเกินไปตั้งแต่แรก รถก็จะหลุดได้ง่ายกว่าคนอื่น
เวลาสะบ้าเคลื่อน สิ่งแรกที่ขาดเสมอคือ "เส้นเอ็นยึดสะบ้าด้านใน" ชื่อว่าเส้นเอ็น MPFL (เส้นเอ็นขนาดเล็กที่คอยดึงสะบ้าไม่ให้หลุดออกด้านนอก) เส้นเอ็นนี้ขาดในเกือบทุกกรณีของสะบ้าเคลื่อน
ปัญหาคือ แม้เส้นเอ็นจะติดกลับ แต่ถ้าร่องกระดูกตื้นโดยธรรมชาติ หรือตำแหน่งกระดูกหน้าแข้งเยื้องออกด้านข้างมากเกินไป สะบ้าก็ยังมีโอกาสหลุดอีก แม้เส้นเอ็นจะหายดีแล้วก็ตาม
นั่นคือเหตุผลที่บางคนสะบ้าเคลื่อนแค่ครั้งเดียวแล้วไม่กลับมา แต่บางคนเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเข่าแต่ละคน
สะบ้าเคลื่อน (ภาษาแพทย์เรียก Patellar Dislocation) เกิดเมื่อกระดูกสะบ้าหลุดออกจากร่องของกระดูกต้นขาชั่วคราว ส่วนใหญ่หลุดออกด้านนอก
การเคลื่อนแต่ละครั้งมักทำให้เส้นเอ็น MPFL ขาด และอาจมีกระดูกอ่อนบางส่วนร่อนหลุดออกมาด้วยในบางราย
สาเหตุหลักมี 2 ประเภท ได้แก่ เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น กระโดดลงพื้นผิดท่า บิดเข่าขณะวิ่ง หรือโดนกระแทก และเกิดจากโครงสร้างเข่าที่มีแนวโน้มสะบ้าเคลื่อนง่ายตั้งแต่แรก เช่น ร่องสะบ้าตื้น สะบ้าอยู่สูงกว่าปกติ หรือตำแหน่งกระดูกหน้าแข้งเยื้องออกด้านข้าง
อาการที่พบบ่อย: เข่าบวมทันที เจ็บมาก มองเห็นหรือรู้สึกสะบ้าอยู่ผิดที่ และมักกลับเข้าที่เองเมื่อขาเหยียดออก
• อายุน้อย โดยเฉพาะต่ำกว่า 20 ปี — เนื้อเยื่อยังไม่แน่น ร่างกายยังเติบโตอยู่
• ผู้หญิงวัยรุ่นและสาว — โครงสร้างกระดูกเชิงกรานที่กว้างกว่าทำให้แรงดึงด้านข้างของสะบ้ามากกว่า
• ร่องกระดูกต้นขาตื้นโดยธรรมชาติ (Trochlear Dysplasia) — รางรถไฟของสะบ้าไม่ลึกพอจะกักสะบ้าได้ดี
• ระยะห่างระหว่างกระดูก TT-TG เกิน 20 มิลลิเมตร — แรงดึงสะบ้าออกด้านข้างมากเกินไป
• เคยสะบ้าเคลื่อนมาก่อน — การเคลื่อนครั้งแรกทำให้เส้นเอ็นอ่อนแอลง โอกาสซ้ำสูงขึ้นชัดเจน
ขั้นแรก หมอจะถามว่าเกิดขึ้นกี่ครั้ง เกิดจากอุบัติเหตุหรือจากการเคลื่อนไหวเบา ๆ จากนั้นตรวจเข่า ดูการเคลื่อนไหวของสะบ้า ทดสอบความมั่นคง และตรวจว่าสะบ้ากดเจ็บตรงไหน เอกซเรย์แบบพิเศษหลายท่าช่วยดูว่าสะบ้าเอียงหรือไม่ และร่องกระดูกตื้นแค่ไหน จากนั้นภาพ MRI คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด บอกได้ว่าเส้นเอ็นขาดตรงไหน มีกระดูกอ่อนร่อนหลุดไหม และวัดระยะห่างของกระดูกได้ด้วย บางรายที่สงสัยว่ากระดูกเยื้องมาก อาจต้องทำ CT scan เพิ่มเติมเพื่อวัดระยะห่างให้แม่นยำขึ้น
สะบ้าเคลื่อนครั้งแรก ไม่มีปัจจัยเสี่ยงสูง — ในกรณีที่ไม่มีกระดูกอ่อนร่อนหลุดออกมา และโครงสร้างเข่าปกติ แพทย์จะเริ่มจากการบรรเทาอาการ ใส่เครื่องพยุงเข่า 1-2 สัปดาห์ จากนั้นทำกายภาพบำบัดเสริมกล้ามเนื้อรอบเข่า โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านในต้นขา เพื่อดึงสะบ้าให้อยู่ในร่อง
สะบ้าเคลื่อนครั้งแรก แต่มีปัจจัยเสี่ยงสูง — ถ้า MRI พบกระดูกอ่อนขนาดใหญ่ร่อนหลุดออกมา หรือมีร่องสะบ้าตื้นมากตั้งแต่แรก แพทย์อาจแนะนำผ่าตัดตั้งแต่ครั้งแรก เพื่อซ่อมแซมก่อนที่ความเสียหายจะสะสม
สะบ้าเคลื่อนซ้ำ 2 ครั้งขึ้นไป — นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าโครงสร้างเข่ายึดสะบ้าไม่ไหวด้วยตัวเอง แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดสร้างเส้นเอ็น MPFL ใหม่ โดยใช้เส้นเอ็นเส้นเล็กจากขาตัวเอง ถ้าระยะห่างของกระดูก TT-TG เกิน 20 มิลลิเมตร จะต้องผ่าตัดย้ายตำแหน่งกระดูกหน้าแข้งให้เข้ามาตรงกลางด้วย ไม่ใช่แค่ซ่อมเส้นเอ็นอย่างเดียว และถ้าร่องสะบ้าตื้นมากในระดับสูง การผ่าตัดทำร่องสะบ้าให้ลึกขึ้น (trochleoplasty) อาจจำเป็น ซึ่งต้องทำโดยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ
ความสำคัญของเรื่องนี้คือ การวินิจฉัยที่แม่นยำจะบอกได้ว่าเมื่อไหร่รักษาโดยไม่ผ่าตัดได้ และเมื่อไหร่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง การเลือกวิธีที่ไม่ตรงกับโครงสร้างเข่าของคุณ คือสาเหตุหลักที่ทำให้สะบ้าเคลื่อนซ้ำ
สำหรับคนที่รักษาโดยไม่ผ่าตัด มีโอกาสที่สะบ้าจะเคลื่อนซ้ำประมาณ 35-46% ภายใน 2-5 ปี โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่โอกาสซ้ำสูงกว่า
สำหรับคนที่ผ่าตัดสร้างเส้นเอ็น MPFL ใหม่ โอกาสที่สะบ้าจะเคลื่อนซ้ำลดลงเหลือประมาณ 5-10% และส่วนใหญ่สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ภายใน 4-6 เดือนหลังผ่าตัด
ไม่ว่าจะเลือกวิธีรักษาแบบไหน กายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ คือส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันการเกิดซ้ำ
ทุกครั้งที่สะบ้าเคลื่อน กระดูกอ่อนผิวสะบ้าจะได้รับแรงกระแทก และอาจร่อนหลุดออกมาได้ เมื่อเกิดซ้ำหลายครั้ง กระดูกอ่อนจะสึกหรอสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่โรคข้อเสื่อมบริเวณสะบ้าก่อนวัยอันควร ความมั่นคงของเข่าที่ลดลงยังทำให้หลายคนต้องหลีกเลี่ยงการวิ่ง กีฬา หรือแม้แต่การขึ้นบันได ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
• ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน — เช่น นั่งยกขาตรง หรือสควอทแบบเหยียบส้นเท้า เพื่อช่วยดึงสะบ้าไม่ให้เอียงออกด้านข้าง
• เสริมกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาทั้งหมด — กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของเข่าทั้งหมด ลดแรงด้านข้างที่ดึงสะบ้า
• สวมเครื่องพยุงเข่าชนิดที่มีรูรอบสะบ้า ขณะออกกำลังกายหนักหรือเล่นกีฬาที่มีการกระโดด
• ไม่ข้ามขั้นตอนกายภาพบำบัด — รีบกลับไปเล่นกีฬาก่อนกล้ามเนื้อแข็งแรงเพียงพอ คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการสะบ้าเคลื่อนซ้ำ
• พบแพทย์หลังสะบ้าเคลื่อนครั้งแรก อย่ารอให้เคลื่อนซ้ำ การวินิจฉัยตั้งแต่ต้นช่วยวางแผนการรักษาก่อนที่ความเสียหายจะสะสม
ตอบ: ไม่จำเป็นในทุกกรณี ในหลายรายสามารถรักษาโดยไม่ผ่าตัดได้ด้วยกายภาพบำบัด แต่ถ้า MRI พบกระดูกอ่อนขนาดใหญ่ร่อนหลุดออกมา หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ร่องสะบ้าตื้นมากตั้งแต่แรก แพทย์อาจแนะนำผ่าตัดตั้งแต่ครั้งแรกเพื่อซ่อมแซมก่อนที่ความเสียหายจะสะสม
ตอบ: เมื่อสะบ้าเคลื่อนซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป โอกาสที่การรักษาแบบไม่ผ่าตัดจะได้ผลในระยะยาวมีน้อยลงมาก แพทย์มักแนะนำการผ่าตัดสร้างเส้นเอ็นใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายกระดูกอ่อนสะสม
ตอบ: โดยทั่วไปประมาณ 4-6 เดือนหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับประเภทกีฬาและความสม่ำเสมอในการทำกายภาพบำบัด ระยะเวลาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ตอบ: ในกรณีที่ร่องตื้นมากและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สะบ้าเคลื่อนซ้ำ อาจต้องพิจารณาผ่าตัดทำร่องสะบ้าให้ลึกขึ้น ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ต้องทำโดยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ
ตอบ: TT-TG คือระยะห่างระหว่างตำแหน่งกระดูกหน้าแข้งที่เส้นเอ็นสะบ้าเกาะ กับร่องกลางของกระดูกต้นขา ถ้าระยะห่างเกิน 20 มิลลิเมตร แรงดึงสะบ้าออกด้านข้างมากเกินไป และต้องผ่าตัดปรับตำแหน่งกระดูกร่วมกับการซ่อมเส้นเอ็น
แล้วคุณล่ะครับ เคยมีอาการสะบ้าเคลื่อนหรือรู้สึกเข่าไม่มั่นคงแบบนี้ไหม? เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ
• สะบ้าเคลื่อนครั้งแรก อาจรักษาโดยไม่ผ่าตัดได้ในหลายกรณี ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเข่าและผล MRI
• เส้นเอ็น MPFL ขาดในเกือบทุกกรณีของสะบ้าเคลื่อน เส้นเอ็นนี้สำคัญมากต่อความมั่นคงของสะบ้า
• โอกาสสะบ้าเคลื่อนซ้ำเมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดอยู่ที่ 35-46% แต่ถ้าผ่าตัดสร้างเส้นเอ็นใหม่ โอกาสซ้ำลดลงเหลือ 5-10%
• ระยะห่าง TT-TG เกิน 20 มิลลิเมตร และร่องสะบ้าตื้นมาก เป็นปัจจัยที่ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด ไม่ใช่แค่กายภาพบำบัดอย่างเดียว
• พบแพทย์หลังสะบ้าเคลื่อนครั้งแรก การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นช่วยป้องกันความเสียหายสะสมได้มาก
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับปัญหาสะบ้าเคลื่อน มีคนไข้จำนวนมากที่เข้าใจความรู้สึกนั้น และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังจากรักษาให้ถูกวิธี ดูแลเข่าของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณยังทำสิ่งที่รักได้ต่อไป
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสะบ้าเคลื่อน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666