
หมอเก่งเจอคนไข้ผู้หญิงอายุ 67 ปีบ่อยมาก เธอปวดนิ้วมือ บวมแดง มาเกือบปี หมอที่พบก่อนหน้าบอกว่า "ข้อเสื่อมตามอายุ — อย่ากังวลมาก"
แต่พอตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ข้อ พบว่านี่คือ "เก๊าท์" ไม่ใช่ข้อเสื่อม
และยาที่เธอกินอยู่ทุกวัน — ยาขับปัสสาวะสำหรับความดัน — คือสาเหตุที่แท้จริง
เก๊าท์ไม่ได้เป็นโรคของผู้ชายเสมอไป — สิ่งที่ผู้หญิงสูงอายุควรรู้ก่อนรักษาผิดวิธี
ถ้าพูดถึงเก๊าท์ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงผู้ชายวัยกลางคน ปวดนิ้วหัวแม่เท้า กินเหล้า กินเนื้อแดง
แต่ความจริงคือ ผู้หญิงเป็นเก๊าท์ได้เหมือนกัน เพียงแต่อาการมักแตกต่างออกไป จนหลายคนตรวจแล้วได้รับการวินิจฉัยผิดมาหลายเดือนหรือเป็นปี
ป้าวัย 67 ปีท่านหนึ่ง เคยเดินออกกำลังกายทุกเช้า ชอบทำกับข้าวให้ลูกหลาน ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉง
แต่วันหนึ่ง นิ้วชี้กับนิ้วกลางมือขวาเริ่มบวม กดเจ็บ ข้อดูนูนขึ้นมาเหมือนตุ่ม เธอนึกว่าเป็นข้อเสื่อมตามวัย เลยทนกินยาแก้ปวดมาเรื่อย ๆ
หลายเดือนผ่านไป ข้อนิ้วอื่น ๆ เริ่มมีอาการตามมา บางคืนปวดจนนอนไม่หลับ บีบมือทำกับข้าวไม่ไหวแล้ว
พอมาพบผม ตรวจพบว่ากรดยูริก (กรดที่สูงแล้วทำให้เกิดเก๊าท์) ในเลือดสูงมากกว่า 9 mg/dL และตรวจอัลตราซาวด์พบผลึกเล็ก ๆ สะสมอยู่ในข้อนิ้วหลายข้อ
สาเหตุ? ยาลดความดันโลหิตชนิดขับปัสสาวะ (thiazide diuretic) ที่เธอกินมาหลายปี ซึ่งทำให้ไตขับกรดยูริกออกได้น้อยลง
เก๊าท์คือโรคที่เกิดจาก "กรดยูริก" ในเลือดสูงเกินไปจนเกิดการตกผลึกเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "ผลึกยูเรต" สะสมอยู่ในข้อ ผลึกเหล่านี้มีขอบแหลมคมเหมือนเศษกระจก เมื่อร่างกายพยายามกำจัดออก จึงเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ทำให้ปวดบวมแดงร้อนขึ้นมาทันที
ผู้หญิงได้รับการปกป้องจากฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen) ที่ช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกได้ดีกว่า ดังนั้นก่อนวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงจึงแทบไม่เป็นเก๊าท์
แต่หลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนนี้ลดลง กรดยูริกเริ่มสูงขึ้น ประกอบกับผู้หญิงสูงอายุหลายคนมีโรคร่วมอย่างความดัน เบาหวาน ไตเริ่มเสื่อม และกินยาขับปัสสาวะ — ทุกปัจจัยนี้รวมกัน ทำให้เก๊าท์ในผู้หญิงสูงอายุเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด
อะไรบ้างที่ทำให้เสี่ยงเป็นเก๊าท์มากขึ้น?
• ผ่านวัยหมดประจำเดือนแล้ว • กินยาขับปัสสาวะ (thiazide diuretic) เพื่อรักษาความดันหรือหัวใจ • มีโรคไตเรื้อรัง หรือไตทำงานลดลงตามวัย • เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรืออ้วน • มีคนในครอบครัวเป็นเก๊าท์
การวินิจฉัยเก๊าท์ในผู้หญิงยากกว่าผู้ชาย เพราะอาการต่างกัน หมอจะเริ่มจากการซักประวัติว่ากินยาอะไรอยู่บ้าง มีโรคประจำตัวอะไร ตรวจร่างกายดูว่ามีก้อนตุ่มที่ข้อนิ้วหรือเปล่า จากนั้นเจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริก และอาจตรวจอัลตราซาวด์ข้อเพื่อหาผลึกยูเรตที่ซ่อนอยู่ ในบางรายอาจส่งเอกซเรย์หรือ MRI เพิ่มเติมถ้าสงสัยข้อเสื่อมร่วมด้วย
เป้าหมายแรกคือลดการอักเสบตอนที่ปวดเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็นยาแก้อักเสบหรือยาคอลชิซีน (colchicine) แต่สำหรับผู้หญิงสูงอายุที่ไตทำงานลดลง ต้องปรับขนาดยาคอลชิซีนให้เหมาะสม เพราะถ้าได้ยามากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียหรือเป็นพิษต่อร่างกายได้
เป้าหมายระยะยาวคือลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 mg/dL ด้วยยาลดกรดยูริก เช่น อัลโลพูรินอล (allopurinol) พร้อมกับปรับยาที่กินอยู่ หากยาขับปัสสาวะเป็นสาเหตุ แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นที่ลดความดันได้โดยไม่ทำให้กรดยูริกสูง
ข้อดีคือผู้หญิงส่วนใหญ่ตอบสนองดีต่อการรักษา ถ้าวินิจฉัยถูกและปรับยาให้ตรงกับสภาพร่างกาย
เก๊าท์ไม่ใช่โรคที่ "หายขาด" แต่ควบคุมได้ดีมากถ้ากินยาสม่ำเสมอ ผู้ป่วยหลายรายที่ควบคุมกรดยูริกได้ดีไม่มีอาการปวดกำเริบอีกเลย ก้อนตุ่มที่นิ้วก็อาจค่อย ๆ ยุบลงได้ตามเวลา
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ผลึกยูเรตจะสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำลายกระดูกอ่อนและกระดูกในข้อ จนในที่สุดอาจทำให้ข้อผิดรูป กำมือไม่ได้ หรือเดินลำบาก
เมื่อผลึกยูเรตสะสมนานหลายปีโดยไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดก้อนเนื้อแข็ง ๆ ที่เรียกว่า "โทไฟ" (tophi) ขึ้นตามข้อนิ้ว ข้อศอก หรือใบหู ซึ่งบางครั้งอาจแตกและมีของเหลวสีขาวไหลออกมา นอกจากนี้ผลึกยังสะสมในไตได้ ทำให้ไตทำงานแย่ลงตามเวลา
• ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกได้ดีขึ้น • ลดอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาทะเล และน้ำซุปเข้มข้น • ควบคุมน้ำหนัก เพราะไขมันส่วนเกินเพิ่มการผลิตกรดยูริก • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหวานและน้ำอัดลม เพราะน้ำตาลฟรุกโตสเพิ่มกรดยูริก • กินยาลดกรดยูริกสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเองแม้ไม่มีอาการ
ถาม: ปวดนิ้วมืออยู่ แต่คิดว่าเป็นข้อเสื่อม ต้องตรวจพิเศษอะไรไหม? ตอบ: ถ้าปวดหลายข้อนิ้วพร้อมกัน มีตุ่มนูนที่ข้อ หรือกินยาขับปัสสาวะอยู่ แนะนำให้เจาะเลือดตรวจกรดยูริกก่อน และปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ข้อ เพราะข้อเสื่อมกับเก๊าท์รักษาต่างกันมาก
ถาม: กินยาลดความดันอยู่ จะเป็นเก๊าท์จากยาได้จริงไหม? ตอบ: ได้ครับ ยาขับปัสสาวะกลุ่ม thiazide ที่ใช้รักษาความดันโลหิต ทำให้ไตขับกรดยูริกออกน้อยลง จนกรดยูริกสูงขึ้นได้ ถ้าสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องการปรับยา ไม่ควรหยุดยาความดันเองเด็ดขาด
ถาม: เป็นเก๊าท์แล้วต้องกินยาไปตลอดชีวิตไหม? ตอบ: ในหลายกรณีต้องกินยาลดกรดยูริกนาน เพราะถ้าหยุดยาแล้วกรดยูริกสูงขึ้นใหม่ โรคจะกำเริบอีก แต่ผู้ป่วยบางรายที่ปรับพฤติกรรมได้ดีมากอาจลดขนาดยาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการติดตามผลกับแพทย์
ถาม: ตุ่มที่นิ้วมือจะหายไปไหมถ้ารักษาเก๊าท์? ตอบ: อาจค่อย ๆ ยุบลงได้ครับ ถ้าควบคุมกรดยูริกได้ดีและต่อเนื่อง แต่ตุ่มที่ใหญ่มากและเป็นมานานอาจยุบได้ช้าหรือไม่หายสนิท ขึ้นอยู่กับระยะที่ตรวจพบและความสม่ำเสมอในการรักษา
ถาม: ผู้หญิงเป็นเก๊าท์แล้วรักษาแบบเดียวกับผู้ชายไหม? ตอบ: หลักการรักษาคล้ายกัน แต่ต้องระวังมากกว่าในเรื่องขนาดยา โดยเฉพาะคอลชิซีน เพราะผู้หญิงสูงอายุมักมีไตทำงานลดลง ต้องปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับแต่ละคน และต้องพิจารณาว่ายาที่กินอยู่ตัวไหนเป็นสาเหตุที่ต้องปรับ
แล้วคุณล่ะครับ เคยปวดนิ้วมือมาหลายเดือน หรือมีคนในบ้านที่ปวดข้อแล้วได้รับการวินิจฉัยหลายอย่าง เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ
• เก๊าท์ในผู้หญิงมักเกิดหลังวัยหมดประจำเดือน ไม่ใช่แค่โรคของผู้ชาย • อาการในผู้หญิงมักปวดนิ้วมือหลายข้อพร้อมกัน ต่างจากผู้ชายที่มักปวดนิ้วหัวแม่เท้า • ยาขับปัสสาวะคือสาเหตุสำคัญที่ต้องค้นหาในผู้หญิงสูงอายุ • ตุ่มที่ข้อนิ้วอาจเป็นสัญญาณของเก๊าท์ ไม่ใช่ข้อเสื่อมเสมอไป • รักษาถูกวิธีตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยป้องกันข้อถูกทำลายถาวร
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเก๊าท์ในผู้หญิง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666