
ปวดข้อศอกมานานกว่าครึ่งปีแล้ว ทำกายภาพแล้ว ฉีดยาแล้ว แต่ยังเจ็บทุกครั้งที่หยิบของหรือบิดข้อมือ
ถ้าคุณกำลังถามตัวเองว่า "ต้องผ่าตัดหรือเปล่า?" — นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจ
คำตอบที่ชัดเจนสำหรับคนที่ลองรักษาข้อศอกมาแล้วหลายเดือน แต่ยังไม่รู้ว่าขั้นต่อไปคืออะไร
คุณเคยรู้สึกแบบนี้ไหม?
หยุดเล่นกีฬาไปหลายเดือน ทำกายภาพตามที่หมอสั่ง แต่พออาการยังไม่หายดี ก็เริ่มสงสัยว่า "มีวิธีไหนอีกไหมที่เราพลาดไป?"
คนไข้รายหนึ่ง อายุ 46 ปี นักเทนนิสสมัครเล่นที่รักการเล่นกีฬา เริ่มมีอาการปวดข้อศอกด้านนอกมาตั้งแต่ต้นปี ตอนแรกคิดว่าแค่ "เมื่อย" ก็หยุดพักได้
แต่ 3 เดือนผ่านไปอาการกลับมา ทำกายภาพบำบัดอีก 3 เดือน ฉีดยาตรงจุดหนึ่งครั้ง อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่พอเริ่มเล่นกีฬาอีก ก็เจ็บเหมือนเดิม
การปวดข้อศอกแบบนี้เกิดจากอะไร?
หลายคนได้ยินคำว่า "เอ็นอักเสบ" แล้วนึกถึงการอักเสบแดงบวมร้อน แต่ความจริงของอาการปวดข้อศอกเรื้อรังไม่ใช่แบบนั้น
ลองนึกภาพเส้นเอ็นที่บริเวณข้อศอกด้านนอก เส้นเอ็นนี้เชื่อมกล้ามเนื้อที่ใช้กระดกข้อมือเข้ากับกระดูกข้อศอก ทุกครั้งที่เราบิดข้อมือหรือยกของ แรงจะดึงที่จุดเกาะนี้
เมื่อทำซ้ำๆ โดยไม่พัก เส้นเอ็นเริ่มเกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ ร่างกายพยายามซ่อมแซม แต่ถ้าซ่อมไม่ทัน เนื้อเยื่อตรงนั้นจะเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นเนื้อเยื่อที่ "เสื่อม" — คล้ายเชือกที่ขาดเส้นใยภายใน ยืดหยุ่นน้อยลง รับแรงได้น้อยลง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมยาต้านอักเสบหรือสเตียรอยด์ถึงช่วยได้แค่ชั่วคราว เพราะปัญหาหลักไม่ใช่การอักเสบแบบเฉียบพลัน แต่เป็นการเสื่อมสภาพของเส้นเอ็นที่สะสมมาช้าๆ
ภาวะนี้มักเรียกว่า "เอ็นอักเสบด้านนอกข้อศอก" หรือ "Tennis Elbow" แม้ว่าคนที่ไม่เล่นเทนนิสก็เป็นได้เช่นกัน
Tennis Elbow หรือชื่อทางการแพทย์ว่า "Lateral Epicondylitis" คืออาการปวดข้อศอกด้านนอกจากการใช้งานซ้ำๆ จนเส้นเอ็นที่ยึดกล้ามเนื้อข้อมือเข้ากับกระดูกเกิดการเสื่อมสภาพ
พบได้บ่อยในคนอายุ 35–55 ปี โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้ข้อมือบ่อยๆ เช่น งานคอมพิวเตอร์ งานช่าง ทำอาหาร หรือเล่นกีฬาไม้ตี
อาการหลัก คือ • ปวดข้อศอกด้านนอก โดยเฉพาะเวลาบิดข้อมือหรือกำมือแน่นๆ • เจ็บเมื่อกดที่ปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก • ความแข็งแรงในการจับกำลดลง บางครั้งวางของหล่นมือ
ข่าวดีคือ คนส่วนใหญ่กว่า 9 ใน 10 คน อาการดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัดภายใน 12–18 เดือน แต่มีกลุ่มหนึ่งที่ประมาณ 1–2 ใน 10 คน อาการยังคงอยู่แม้รักษาอย่างเต็มที่แล้ว
• คนที่ทำงานใช้มือซ้ำๆ เช่น พิมพ์คีย์บอร์ด ใช้เมาส์ หรืองานช่าง • นักกีฬาที่ใช้ไม้ตี เช่น เทนนิส แบดมินตัน กอล์ฟ • ผู้ที่อายุระหว่าง 35–55 ปี ในช่วงนี้เส้นเอ็นเริ่มมีความยืดหยุ่นน้อยลงตามธรรมชาติ • คนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายใหม่และเพิ่มความหนักเร็วเกินไป • ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อศอกมาก่อน
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติ — ปวดตรงไหน นานแค่ไหน ทำกิจกรรมอะไรที่ทำให้ปวดมากขึ้น
ตรวจร่างกาย — แพทย์จะตรวจสอบว่าเจ็บที่จุดกดตรงกระดูกข้อศอกด้านนอกหรือไม่ และทดสอบโดยให้ต้านแรงกระดกข้อมือขณะเหยียดข้อศอก ถ้าเจ็บ มักบ่งชี้ว่าเป็น Tennis Elbow
อัลตราซาวด์ — ช่วยดูสภาพเส้นเอ็นได้ชัดเจน ทำที่คลินิกได้ทันที เอ็มอาร์ไอ (MRI) — ใช้ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน หรือก่อนพิจารณาผ่าตัด
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนอื่น คือ การรักษาที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ
เริ่มจากการปรับพฤติกรรม ลดหรือหยุดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการชั่วคราว และทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นการยืดเส้นเอ็นและออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป
ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นหลังทำกายภาพสักระยะ แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาชาและสเตียรอยด์ตรงจุด ซึ่งช่วยลดอาการได้ในระยะสั้น หรือการฉีด PRP (Platelet-Rich Plasma — การเอาเกล็ดเลือดเข้มข้นของตัวเองไปฉีดเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซม) ซึ่งมีหลักฐานว่าช่วยได้ดีในระยะยาว
ถ้าทำทุกอย่างอย่างเต็มที่และครบถ้วนมาแล้ว 6–12 เดือน ทั้งกายภาพบำบัดแบบมีระบบ การฉีดยา และ PRP แต่อาการยังคงรบกวนชีวิตประจำวัน — นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
วิธีแรก คือการเปิดแผลเล็กๆ (Open Debridement) แพทย์จะเปิดแผลขนาดประมาณ 3–5 เซนติเมตรตรงข้อศอก จากนั้นตัดและเลาะเนื้อเยื่อเส้นเอ็นที่เสื่อมออก แล้วเย็บซ่อมเส้นเอ็นส่วนที่ยังดีอยู่ ผลการรักษาโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
วิธีที่สอง คือการผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopic Surgery) แพทย์จะเจาะรูเล็กๆ 2–3 จุด แล้วสอดกล้องขนาดจิ๋วเข้าไปในข้อศอก วิธีนี้มีข้อดีคือแผลเล็กกว่า เห็นรอยโรคได้ชัดกว่า และยังตรวจหาปัญหาอื่นในข้อได้ด้วย ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าเล็กน้อย แต่ต้องอาศัยความชำนาญของศัลยแพทย์มากกว่า
ทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่ดีและใกล้เคียงกัน แพทย์จะแนะนำวิธีที่เหมาะกับสภาพข้อและอาการของคุณโดยเฉพาะ
หลังผ่าตัด สัปดาห์แรกแขนจะพักใส่สลิง (ผ้าพยุงแขน) เพื่อให้แผลหาย จากนั้นค่อยๆ เริ่มขยับนิ้ว ข้อมือ และข้อศอก
โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือนจึงจะกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และประมาณ 4–6 เดือนจึงกลับไปเล่นกีฬาหรือทำงานที่ต้องออกแรงมากได้
กายภาพบำบัดหลังผ่าตัดสำคัญมากพอๆ กับตัวการผ่าตัด การออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ทำให้เส้นเอ็นใหม่แข็งแรงและฟื้นตัวได้เต็มที่
ในผู้ป่วยบางรายที่ปล่อยทิ้งไว้นาน เส้นเอ็นที่เสื่อมอาจเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กำมือหรือยกของได้อ่อนลง อาการปวดอาจรบกวนการนอนและกิจวัตรประจำวัน และเมื่อถึงจุดหนึ่ง การรักษาอาจยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงและผลกระทบแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การพบแพทย์เพื่อรับการประเมินโดยตรงจะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองได้ชัดขึ้น
• อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง โดยเฉพาะก่อนใช้ไม้ตีหรือยกน้ำหนัก • เลือกอุปกรณ์กีฬาที่เหมาะกับระดับของตัวเอง ด้ามจับที่ถูกขนาดลดแรงกระแทกที่ข้อศอก • ถ้ารู้สึกปวดตรงข้อศอกระหว่างออกกำลังกาย อย่าฝืน หยุดพักก่อน • ยืดกล้ามเนื้อแขนและข้อมือสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังใช้งานหนัก • ถ้าทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ปรับท่านั่งและระยะแขนให้ถูกต้อง ใช้เมาส์ที่พอดีมือ
ถาม: ทำกายภาพมา 3 เดือนแล้ว อาการไม่ดีขึ้น ต้องผ่าตัดเลยไหม?
ตอบ: ยังไม่จำเป็นต้องด่วนสรุป 3 เดือนยังอยู่ในช่วงที่การรักษาแบบไม่ผ่าตัดอาจให้ผลได้ดี แพทย์อาจพิจารณาปรับวิธีกายภาพ เพิ่มการฉีดยา หรือ PRP ก่อน โดยทั่วไปจะพิจารณาผ่าตัดเมื่อครบ 6–12 เดือนและรักษาอย่างเต็มที่แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
ตอบ: ในหลายกรณีผู้ป่วยสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ โดยใช้เวลาประมาณ 4–6 เดือนหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการทำกายภาพบำบัดและการค่อยๆ เพิ่มความหนักของการฝึก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการฟื้นตัวที่เหมาะกับกีฬาและระดับของคุณ
ตอบ: ทั้งสองวิธีทำภายใต้ยาสลบหรือยาชา ความรู้สึกเจ็บหลังผ่าตัดจัดการได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป การผ่าตัดส่องกล้องมีแผลเล็กกว่าและอาจฟื้นตัวเร็วกว่าเล็กน้อย แต่ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพของข้อและความชำนาญของศัลยแพทย์
ตอบ: ในหลายกรณีผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การผ่าตัดที่ครบถ้วน และการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องหลังผ่าตัด มีผู้ป่วยส่วนน้อยที่อาจยังมีอาการหลงเหลืออยู่
ตอบ: มีครับ ยังมีตัวเลือกอย่างการฉีด PRP (เกล็ดเลือดเข้มข้นจากตัวเอง) ซึ่งมีหลักฐานว่าช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเส้นเอ็นได้ดีในบางราย อย่างไรก็ตาม ถ้ารักษาครบทุกอย่างนาน 6–12 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
สรุปสิ่งที่ควรจำ
• Tennis Elbow ที่เรื้อรัง คือเส้นเอ็นเสื่อม ไม่ใช่อักเสบ — ดังนั้นการรักษาต้องเน้นการฟื้นฟูโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ลดอักเสบ • ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ถ้ารักษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ • การผ่าตัดเหมาะสำหรับคนที่รักษาอย่างเต็มที่นานกว่า 6–12 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น • ทั้งวิธีเปิดแผลและส่องกล้องได้ผลดี แพทย์จะแนะนำวิธีที่เหมาะกับคุณ • กายภาพบำบัดหลังผ่าตัดสำคัญมาก — เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ไม่ใช่แค่ option เสริม
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการผ่าตัดข้อศอกอักเสบเรื้อรัง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666