ปวดข้อศอกมาหลายอาทิตย์แล้ว ยื่นมือหยิบของก็เจ็บ บิดผ้าก็เจ็บ แต่ยังไม่รู้เลยว่าที่ปวดอยู่นี้เป็นอะไรกันแน่?


ไม่ต้องรอผล MRI — แค่ตรวจร่างกาย หมอรู้แล้วว่าปวดข้อศอกเพราะอะไร


หลายคนที่มาพบผมเล่าว่า ก่อนจะตัดสินใจมาตรวจ ก็รออยู่นานโดยคิดว่า "แค่ปวดข้อศอก น่าจะหายเอง" แต่พออาการไม่ดีขึ้นสักที ก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่

คนไข้รายหนึ่ง ผู้หญิงวัย 45 ปี ทำงานออฟฟิศและช่วยงานบ้านด้วย เธอเริ่มรู้สึกปวดบริเวณข้อศอกด้านนอกตั้งแต่ช่วงที่ต้องหิ้วถุงของตลาดเป็นประจำ ตอนแรกคิดว่าแค่ล้าจากการใช้งาน เลยทนอยู่เกือบสองเดือน จนกระทั่งวันที่เธอยื่นมือเปิดประตูรถ — ปวดจนต้องร้อง

สิ่งที่เธอถามผมทันทีตอนมาพบคือ "หมอจะรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นอะไร แค่ดูโดยไม่ถ่ายฟิล์มได้เลยไหม?"

คำตอบคือ ในหลายกรณี ได้ครับ

อาการปวดข้อศอกเกิดจากอะไร?

เส้นเอ็น (เนื้อเยื่อที่ยึดกล้ามเนื้อกับกระดูก) บริเวณข้อศอกทำงานทุกครั้งที่เราใช้มือและแขน ไม่ว่าจะยก บิด กด หรือหิ้วของ ลองนึกภาพยางรัดที่ถูกดึงซ้ำๆ หลายพันครั้งต่อวัน ในที่สุดมันก็เริ่มมีรอยร้าวเล็กน้อยสะสม

เมื่อร่างกายได้รับโอกาสพักพอ ก็สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่ถ้าใช้งานหนักเกินกว่าที่จะซ่อมทัน รอยร้าวเล็กๆ เหล่านั้นก็สะสมขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรังของเส้นเอ็น

• "Tennis Elbow" (เทนนิส เอลโบว์) คือเส้นเอ็นด้าน "นอก" ของข้อศอกมีปัญหา เกิดจากการบิดข้อมือขึ้นหรือกำมือซ้ำๆ เช่น ตีแบดมินตัน หิ้วของ หรือใช้เมาส์คอมพิวเตอร์นาน

• "Golfer's Elbow" (กอล์ฟเฟอร์ เอลโบว์) คือเส้นเอ็นด้าน "ใน" ของข้อศอกมีปัญหา มักเกิดจากการงอข้อมือลงหรือหมุนแขนซ้ำๆ เช่น การตีกอล์ฟ ขว้างของ หรืองานก่อสร้าง

ทั้งสองโรคดูคล้ายกัน แต่อยู่คนละด้านของข้อศอก และแยกกันได้ชัดเจนด้วยการตรวจร่างกาย

ใครเสี่ยงต่อปัญหานี้?

• คนที่ต้องใช้มือและแขนซ้ำๆ เป็นเวลานาน เช่น นักกีฬา ช่างฝีมือ พนักงานออฟฟิศ

• คนวัย 35–55 ปี เพราะเส้นเอ็นเริ่มเสื่อมตามอายุและซ่อมแซมได้ช้าลง

• คนที่ยกของหนักหรือใช้แรงแบบเดิมซ้ำๆ โดยไม่ยืดกล้ามเนื้อก่อน

• คนที่ใช้เครื่องมือสั่น เช่น สว่านหรือเลื่อย เป็นระยะเวลานาน

• คนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายใหม่หรือเพิ่มความหนักขึ้นเร็วเกินไป

หมอวินิจฉัยอย่างไร?

ขั้นตอนแรกคือการซักประวัติ — หมอจะถามว่าปวดด้านไหนของข้อศอก ปวดเมื่อทำอะไร และเป็นมานานแค่ไหน ตำแหน่งและสถานการณ์ที่ปวดช่วยชี้ทิศทางได้มากว่าเส้นเอ็นด้านไหนมีปัญหา

จากนั้นจึงเป็นการตรวจร่างกาย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ

สำหรับ Tennis Elbow หมอจะให้คนไข้กำมือแล้วหงายข้อมือขึ้นต้านแรงที่กดลง ถ้ารู้สึกปวดที่ข้อศอกด้านนอกขณะออกแรงต้าน ก็เข้าได้กับการที่เส้นเอ็นด้านนอกมีปัญหา (การทดสอบนี้เรียกว่า Cozen's Test)

สำหรับ Golfer's Elbow หมอจะกดที่ปุ่มกระดูกด้านในของข้อศอก ถ้ากดแล้วเจ็บหรือเจ็บมากขึ้นเมื่อลองงอข้อมือลงต้านแรง ก็เข้าได้กับเส้นเอ็นด้านในมีปัญหา

ในหลายกรณี สองขั้นตอนนี้ก็เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยแล้ว

เมื่อไหร่ถึงต้องทำ Imaging เพิ่มเติม?

เอกซเรย์ (X-Ray) ช่วยดูว่ามีหินปูนสะสมหรือกระดูกงอกผิดปกติไหม และช่วยตัดโรคกระดูกออกไปก่อน

อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ดูเส้นเอ็นได้แบบเรียลไทม์ว่าหนาขึ้น มีการอักเสบ หรือมีรอยฉีกขาดบางส่วนไหม ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี และผลเห็นได้ทันที

MRI ใช้เมื่อผลตรวจร่างกายไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่าเส้นเอ็นฉีกขาดมากจนอาจต้องผ่าตัด

สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็น Tennis Elbow หรือ Golfer's Elbow ไม่จำเป็นต้องทำ MRI ทุกราย การตรวจร่างกายที่ดีและประวัติที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการวางแผนรักษาได้ในกรณีทั่วไป

แนวทางการรักษา

เมื่อวินิจฉัยได้แล้ว แนวทางรักษาจะเริ่มจากวิธีที่ไม่รุกรานก่อนเสมอ

สิ่งแรกคือลดกิจกรรมที่ทำให้ปวดและให้เส้นเอ็นได้พัก บางรายใช้ที่รัดข้อศอกช่วยพยุง ทำให้ทำกิจวัตรได้โดยลดแรงที่กดบนเส้นเอ็น กายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะการยืดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน

หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาเพื่อลดการอักเสบหรือกระตุ้นการซ่อมแซมเส้นเอ็น โดยอาจใช้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์เพื่อความแม่นยำ

สำหรับรายที่รักษาด้วยวิธีดังกล่าวมาแล้วนานกว่า 6–12 เดือนและยังไม่ดีขึ้น การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่ถูกต้องในบางราย เพื่อนำเนื้อเยื่อที่เสียหายออกและฟื้นฟูเส้นเอ็น

คาดการณ์ได้ไหมว่าจะหายเมื่อไหร่?

อาการส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ภายในหลายเดือน หากได้รับการรักษาที่ตรงกับสาเหตุและลดการใช้งานในลักษณะที่ก่อปัญหา อย่างไรก็ตาม บางรายที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอย่างเหมาะสม อาจกลายเป็นอาการเรื้อรังที่ใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น

ปล่อยไว้ไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?

เส้นเอ็นที่มีรอยร้าวสะสมโดยไม่ได้รับการดูแล อาจเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาการรุนแรงขึ้นและมีผลต่อความสามารถในการใช้มือและแขนในชีวิตประจำวัน บางรายอาจถึงขั้นที่การรักษาแบบไม่รุกรานไม่เพียงพออีกต่อไป

วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกัน

• ยืดกล้ามเนื้อแขนและข้อมือก่อนและหลังกิจกรรมที่ใช้แขนซ้ำๆ

• หยุดพักเป็นระยะเมื่อต้องทำงานหรือเล่นกีฬาที่ใช้แขนเป็นเวลานาน

• เลือกอุปกรณ์ที่มีขนาดและน้ำหนักเหมาะกับตัวเอง เช่น ด้ามไม้เทนนิสหรือไม้กอล์ฟที่ถือสบาย

• ฝึกเทคนิคที่ถูกต้องในการออกกำลังกายหรือทำงาน เพื่อไม่ให้แรงกดตกที่ข้อศอกมากเกินไป

• เมื่อเริ่มรู้สึกปวด ลดความหนักลงก่อน อย่ารอจนปวดมากค่อยหยุด

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

ถาม: ปวดข้อศอกอยู่นี้ ต้องเอกซเรย์หรือทำ MRI ก่อนไหมถึงจะรู้ว่าเป็นอะไร?

ตอบ: ในหลายกรณีไม่จำเป็นครับ หมอสามารถวินิจฉัย Tennis Elbow และ Golfer's Elbow ได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกายเท่านั้น การทำ MRI จะพิจารณาเมื่อมีข้อสงสัยเพิ่มเติม เช่น อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาหลายเดือน หรือสงสัยว่าเส้นเอ็นฉีกขาดมาก

ถาม: Tennis Elbow กับ Golfer's Elbow ต่างกันยังไง แยกเองที่บ้านได้ไหม?

ตอบ: ต่างกันที่ตำแหน่ง ถ้าปวดด้านนอกของข้อศอกอาจเข้าได้กับ Tennis Elbow ถ้าปวดด้านในอาจเข้าได้กับ Golfer's Elbow แต่การแยกให้แน่ชัดและวางแผนรักษาที่ถูกต้อง ยังควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบครับ

ถาม: ทำอัลตราซาวด์ข้อศอกเจ็บไหม? จำเป็นต้องทำไหม?

ตอบ: อัลตราซาวด์ไม่เจ็บครับ เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียง ไม่มีรังสี และดูเส้นเอ็นได้แบบเรียลไทม์ แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกรายครับ แพทย์จะพิจารณาตามความจำเป็นในแต่ละกรณี

ถาม: ปวดข้อศอกมาสองเดือนแล้ว ควรรีบไปหาหมอไหม?

ตอบ: อาการที่เป็นนานเกิน 6 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินครับ เพราะการรักษาที่ตรงจุดตั้งแต่เนิ่นๆ มักให้ผลดีกว่าการปล่อยให้เรื้อรัง

ถ้ามีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ปวดข้อศอกอยู่ ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านดูได้ครับ

สิ่งสำคัญที่ควรจำ

• Tennis Elbow ปวดด้านนอก — Golfer's Elbow ปวดด้านใน คนละโรค คนละเส้นเอ็น

• หมอวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ไม่ต้อง MRI ทุกราย

• Cozen's Test และการกดเจ็บที่ปุ่มด้านในเป็นการทดสอบสำคัญสองอย่างที่หมอใช้

• อัลตราซาวด์ช่วยได้มากเมื่อต้องการดูเส้นเอ็นโดยตรง ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี

• อาการที่เป็นนานเกิน 6 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ ไม่ควรรอให้หายเอง

ความเจ็บปวดที่ข้อศอกไม่ควรจำกัดสิ่งที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวัน หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการวินิจฉัยปวดข้อศอก ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666


💬Line หมอเก่ง