คุณหรือคนที่คุณรักเคยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกมาแล้ว และเพิ่งล้มหรือปวดสะโพกฉับพลันขึ้นมา?

ก่อนที่จะรอดูว่าอาการจะดีขึ้นเอง — มีสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ก่อน


สิ่งที่คนที่ผ่าตัดข้อสะโพกและคนดูแลต้องรู้ เมื่อเกิดการล้ม


กระดูกหักรอบข้อสะโพกเทียม — ไม่ใช่ความล้มเหลวของการผ่าตัด แต่ต้องรีบรักษาทันที

สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับข้อสะโพกเทียมคือ ถึงแม้การผ่าตัดจะสำเร็จและใช้งานได้ดีมาหลายปี กระดูกที่อยู่รอบๆ ก้านข้อสะโพกเทียมก็ยังอาจแตกหักได้จากการล้ม โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย ถ้าเกิดขึ้น นี่คือภาวะที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ไม่ใช่รอดูอาการ


ผู้หญิงวัย 72 ปีท่านหนึ่ง ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกขวาไปแล้ว 3 ปี ชีวิตกลับมาเป็นปกติ เดินออกกำลังกายทุกเช้า ทำสวน พาหลานไปเที่ยวในวันหยุด ทุกวันเป็นชีวิตที่เธอรอคอย

จนกระทั่งคืนหนึ่ง เธอพลัดตกจากเตียงขณะตื่นเข้าห้องน้ำ เสียงดัง แล้วปวดสะโพกขวาฉับพลัน ลุกขึ้นไม่ได้ ครอบครัวที่รีบมาถึงเห็นเธอนอนอยู่กับพื้น ขาบิดออกผิดปกติ

เขาพาเธอไปห้องฉุกเฉินทันคืนนั้น เอกซเรย์พบกระดูกหักรอบก้านข้อสะโพกเทียม แพทย์อธิบายว่าต้องผ่าตัดซ่อมแซม เธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า "ต้องเปลี่ยนข้อใหม่ทั้งหมดอีกไหมคะ?"


กระดูกหักรอบข้อสะโพกเทียมเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ลองนึกภาพว่าก้านข้อสะโพกเทียมคือเสาที่ฝังอยู่ในดิน กระดูกต้นขาคือดินที่ยึดเสาเอาไว้ หลังการผ่าตัดหลายปี "ดิน" รอบๆ เสาอาจอ่อนแอลงได้จากสองสาเหตุหลัก

สาเหตุแรกคือโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกทั้งร่างกายบางและเปราะลง รวมถึงกระดูกที่อยู่รอบก้านข้อเทียมด้วย สาเหตุที่สองเกิดจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "stress shielding" ซึ่งแปลว่า เมื่อก้านข้อเทียมรับน้ำหนักแทน กระดูกรอบๆ จะได้รับแรงกระตุ้นน้อยลง และค่อยๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติ

เมื่อกระดูกรอบก้านอ่อนแอพอ และมีแรงกระแทกจากการล้ม กระดูกก็หักได้แม้แรงกระแทกจะไม่มากนัก เหมือนดินที่แห้งและร่วนพัง เมื่อมีแรงจากภายนอก

ผลคือปวดสะโพกหรือต้นขาฉับพลัน เดินไม่ได้ และขาอาจดูสั้นลงหรือบิดออกผิดปกติ เพราะกล้ามเนื้อขาดจุดยึดที่มั่นคง


ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาวะนี้

"กระดูกหักรอบข้อสะโพกเทียม" คือการที่กระดูกต้นขาบริเวณรอบๆ หรือปลายก้านข้อสะโพกเทียมแตกหัก ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการที่ข้อสะโพกเทียมเคลื่อนหลุด

แพทย์จะแบ่งชนิดของกระดูกหักด้วยระบบที่เรียกว่า "Vancouver" โดยดูจากสองเรื่องหลัก ได้แก่ ตำแหน่งของรอยหัก และความแน่นของก้านข้อสะโพกเทียม

ถ้าก้านข้อเทียมยังแน่นดี และกระดูกรอบข้อยังแข็งแรงพอ แพทย์มักรักษาด้วยการผ่าตัดดามเหล็ก คือใส่แผ่นเหล็กพิเศษพร้อมลวดยึดกระดูก เพื่อให้กระดูกกลับมาติดกันโดยที่ก้านข้อเทียมเดิมยังอยู่ครบ

แต่ถ้าก้านข้อเทียมหลวม หรือกระดูกรอบข้อสูญเสียไปมาก จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนก้านข้อเทียมใหม่ที่ยาวกว่าเดิม เพื่อให้ข้ามรอยหักลงไปยึดกับกระดูกที่แข็งแรงด้านล่าง

อาการที่พบบ่อยคือ ปวดสะโพกหรือต้นขาฉับพลัน เดินไม่ได้ และขาอาจดูสั้นลงหรือบิดออก


ใครมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น?

• ผู้ที่อายุมากกว่า 70 ปี

• ผู้ที่มีโรคกระดูกพรุนและไม่ได้รับการรักษา

• ผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบไม่ยึดซีเมนต์ ซึ่งอาศัยการเจริญเติบโตของกระดูกเองในการยึดก้านข้อเทียม

• ผู้ที่เคยผ่าตัดแก้ไขข้อสะโพกเทียมมาก่อน

• ผู้ที่ล้มบ่อย หรือมีปัญหาการทรงตัว


แพทย์วินิจฉัยภาวะนี้อย่างไร?

เริ่มจากการซักประวัติ ถามว่าล้มไหม ปวดทันทีหรือค่อยๆ ปวด เคยผ่าตัดข้อสะโพกเมื่อไหร่ และในช่วงหลังมีอาการผิดปกติมาก่อนหน้านี้ไหม

จากนั้นตรวจร่างกาย ดูว่าขาสั้นลงหรือไม่ บิดออกผิดปกติไหม กดเจ็บที่ไหน และขาทั้งสองข้างยาวเท่ากันไหม

ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการถ่ายเอกซเรย์ (X-ray) ทั้งสะโพกและต้นขาตลอดความยาว เพื่อดูทั้งตำแหน่งรอยหักและความแน่นของก้านข้อเทียม บางรายอาจต้องทำ CT scan เพิ่มเติมเพื่อวางแผนการผ่าตัด

นอกจากนี้ยังต้องตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของร่างกายก่อนผ่าตัด และประเมินว่ามีโรคกระดูกพรุนหรือไม่


รักษาอย่างไร และเมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัด?

ต้องพูดตรงๆ ว่า ภาวะนี้ส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เป้าหมายคือให้กลับมาเดินและใช้ชีวิตได้เร็วที่สุด เพราะการนอนติดเตียงนานๆ ในผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อร่างกายสูง

วิธีการผ่าตัดขึ้นอยู่กับชนิดของกระดูกที่หักและความแน่นของก้านข้อเทียม

กรณีที่ก้านข้อเทียมยังแน่นดี แพทย์จะผ่าตัดดามเหล็ก โดยใส่แผ่นเหล็กพิเศษพร้อมลวดยึดกระดูกด้านข้าง วิธีนี้ไม่ต้องเปลี่ยนก้านข้อเทียมเดิม และฟื้นตัวได้เร็วกว่า

กรณีที่ก้านข้อเทียมหลวม แพทย์จะถอดก้านเดิมออก แล้วใส่ก้านข้อเทียมใหม่ที่ยาวกว่า เพื่อให้ปลายก้านข้ามรอยหักลงไปยึดกับกระดูกที่แข็งแรงด้านล่าง เหมือนการปักเสาให้ลึกลงไปในดินที่แน่นกว่า

กรณีที่กระดูกรอบข้อเทียมสูญเสียไปมาก การผ่าตัดจะซับซ้อนขึ้น อาจต้องเสริมกระดูกจากผู้บริจาคหรือใช้ข้อเทียมขนาดพิเศษ

การรักษาโดยไม่ผ่าตัดมีโอกาสน้อยมาก และสงวนไว้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินได้อยู่แล้ว หรือมีความเสี่ยงสูงมากจนผ่าตัดไม่ปลอดภัย


หลังรักษาแล้วจะเป็นอย่างไร?

ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทันเวลาและฟื้นฟูร่างกายอย่างเหมาะสมในหลายกรณีสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดครั้งนี้มักซับซ้อนกว่าการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมครั้งแรก และอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย

ระยะเวลาฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับชนิดของกระดูกที่หัก ความแน่นของก้านข้อเทียม อายุ และสุขภาพโดยรวม การฝึกกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดมีความสำคัญมากและเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา


ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?

หากกระดูกหักไม่ได้รับการรักษา กระดูกมีโอกาสไม่ติดหรือติดผิดรูป ทำให้ปวดเรื้อรังและเดินไม่ได้อีกต่อไป

ในผู้สูงอายุ การนอนติดเตียงนานๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อปอดบวม ลิ่มเลือดอุดตัน และแผลกดทับ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ


ป้องกันได้ไหม?

• รักษาโรคกระดูกพรุนอย่างจริงจัง โดยทานยา วิตามินดี และแคลเซียมตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ

• ป้องกันการล้มในชีวิตประจำวัน ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ ใช้แสงสว่างที่เพียงพอ เลือกรองเท้าที่มั่นคงไม่ลื่น

• ออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อขาและการทรงตัว เช่น การยืนขาเดียว หรือการเดินในน้ำ

• มาตรวจติดตามกับแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจสอบว่าก้านข้อเทียมยังแน่นดีและกระดูกรอบข้อยังแข็งแรง

• ถ้าล้มแล้วปวดสะโพกหรือเดินไม่ได้ อย่ารอ ไปห้องฉุกเฉินทันที


คำถามที่คนไข้มักถามบ่อย

ถาม: หลังล้มแล้วรู้สึกปวดสะโพก แต่ยังพอเดินได้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลไหม?

ตอบ: ควรไปพบแพทย์ทันทีครับ เพราะบางรายที่กระดูกหักแบบรอยหักยังไม่ขยับมาก ยังพอเดินได้ในช่วงแรก แต่ถ้าปล่อยไว้รอยหักอาจเคลื่อนและกลายเป็นรุนแรงขึ้น การวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์เท่านั้นที่จะบอกได้แน่ชัด

ถาม: กระดูกหักรอบข้อสะโพกเทียมแปลว่าการผ่าตัดครั้งแรกล้มเหลวไหม?

ตอบ: ไม่ใช่ครับ กระดูกหักชนิดนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการล้มและโรคกระดูกพรุน ไม่ใช่ความบกพร่องของการผ่าตัดครั้งแรก ข้อสะโพกเทียมอาจทำงานได้ดีปกติมาหลายปี แต่กระดูกรอบๆ อาจอ่อนแอลงตามเวลาและปัจจัยอื่นๆ

ถาม: ต้องผ่าตัดทุกรายไหม?

ตอบ: ในกรณีส่วนใหญ่จำเป็นต้องผ่าตัดครับ เพราะการผ่าตัดช่วยให้กลับมาเดินได้เร็วกว่า และลดความเสี่ยงจากการนอนติดเตียงนาน แต่วิธีการขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของกระดูกที่หัก รวมถึงความแน่นของก้านข้อเทียม

ถาม: มีวิธีรู้ล่วงหน้าไหมว่าเราเสี่ยงต่อภาวะนี้?

ตอบ: ได้บ้างครับ การตรวจความหนาแน่นของกระดูก จะช่วยบอกว่ามีโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ การตรวจติดตามกับแพทย์เป็นประจำยังช่วยตรวจสอบความแน่นของก้านข้อเทียมและวางแผนป้องกันได้ล่วงหน้า

ถาม: หลังผ่าตัดแก้ไขแล้ว จะกลับมาเดินได้ปกติไหม?

ตอบ: ในหลายกรณีสามารถกลับมาเดินได้ครับ แต่อาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมครั้งแรก ขึ้นอยู่กับชนิดของกระดูกที่หัก อายุ และสุขภาพโดยรวม การฝึกกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดมีบทบาทสำคัญมาก


ถ้าคุณมีคนในครอบครัวหรือคนรู้จักที่เคยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านก่อนได้เลยครับ เพราะรู้ไว้ก่อน ดีกว่ารู้ตอนเกิดเหตุ

สิ่งที่ควรจำ

• กระดูกหักรอบข้อสะโพกเทียมคือภาวะฉุกเฉิน ถ้าล้มแล้วปวดสะโพกและเดินไม่ได้ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

• ภาวะนี้ส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แต่วิธีการขึ้นอยู่กับชนิดของกระดูกที่หักและความแน่นของก้านข้อเทียม

• รักษาโรคกระดูกพรุนและป้องกันการล้มคือการป้องกันที่ดีที่สุด

• ยิ่งผ่าตัดเร็ว โอกาสฟื้นตัวและกลับมาเดินได้ยิ่งมีมากกว่า

• กระดูกหักรอบข้อสะโพกเทียมไม่ได้หมายความว่าการผ่าตัดครั้งแรกล้มเหลว แต่คือสัญญาณที่ต้องรีบดูแล

คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับความกังวลนี้ครับ คนที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหลายล้านคนทั่วโลกใช้ชีวิตได้ดีมาหลายสิบปี สิ่งสำคัญคือการรู้สัญญาณ รู้ว่าต้องทำอะไร และดูแลร่างกายอย่างต่อเนื่อง ดูแลตัวเองให้แข็งแรงครับ เพื่อคนที่คุณรักและชีวิตที่คุณต้องการจะใช้ต่อไป


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกระดูกหักรอบข้อสะโพกเทียม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666


💬Line หมอเก่ง