
ทำฟันไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าต้องบอกหมอว่ามีข้อเทียม หรือรู้อยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องกินยาปฏิชีวนะก่อนไหม
คุณป้าวัย 62 ผ่าเข่าเทียมมา 1 ปี พอจะไปถอนฟัน ทันตแพทย์บอกให้ไปขอยาจากหมอกระดูกก่อน หมอกระดูกก็ไม่แน่ใจว่าต้องให้ยาไหม ทุกคนบอกต่างกัน ระหว่างนั้นฟันก็ยิ่งปวดมากขึ้นทุกวัน
บทความนี้มีคำตอบที่ชัดเจน จากแนวทางล่าสุดปี 2024 ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้
ผ่าเข่าเทียมแล้วจะทำฟัน ต้องกินยาป้องกันจริงไหม? แนวทางล่าสุดให้คำตอบที่ต่างจากที่คิด
ทันตแพทย์บางคนบอกว่า "ต้องไปขอยาปฏิชีวนะจากหมอกระดูกก่อนนะ" หมอกระดูกบางคนก็สั่งยาให้ตามปกติ แต่บางคนบอกว่า "ไม่จำเป็นต้องกินแล้ว"
ความจริงคือ แนวทางทางการแพทย์สำหรับเรื่องนี้เพิ่งเปลี่ยนไปในปี 2024 และคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้
คุณป้าสมหมาย (นามสมมุติ) อายุ 62 ปี ผ่าเข่าเทียมข้างขวามาได้ประมาณ 1 ปี
ชีวิตดีขึ้นมากหลังผ่า เดินได้สบาย ขึ้นบันไดได้ ออกไปเดินตลาดกับหลานได้อีกครั้ง
จนวันหนึ่งฟันกรามผุจนต้องถอน ทันตแพทย์บอกว่าให้ไปขอ "ยาปฏิชีวนะจากหมอที่ผ่าเข่า" ก่อน
คุณป้าโทรหาคลินิก ต้องรอนัด รอนัดก็ใช้เวลา ระหว่างนั้นฟันก็ยิ่งปวดมากขึ้น
นี่คือคำถามที่คนไข้ผ่าเข่าเทียมหลายคนถามเหมือนกัน
เมื่อทันตแพทย์ถอนฟัน ขูดหินปูน หรือรักษารากฟัน จะมีแผลเล็กๆ เกิดขึ้นในช่องปาก เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในปากของเราตามธรรมชาติ ซึ่งปกติไม่ก่อโรค อาจเข้าสู่กระแสเลือดชั่วคราวได้ในช่วงนั้น
สำหรับคนทั่วไป ระบบภูมิต้านทานจัดการกับเชื้อเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีปัญหาอะไร
แต่สำหรับคนที่มีข้อเทียมในร่างกาย มีโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะ "แวะจอด" ที่ผิวข้อเทียมได้ เพราะข้อเทียมเป็นวัสดุโลหะและพลาสติกที่ระบบภูมิต้านทานของร่างกายป้องกันได้ไม่ดีเท่าเนื้อเยื่อปกติ
เมื่อเชื้อโรคเกาะติดที่ผิวข้อเทียมได้ มันจะค่อยๆ สร้างชั้นป้องกันตัวเองที่เรียกว่า "ฟิล์มเชื้อโรค" ซึ่งยาปฏิชีวนะเจาะทะลุได้ยากมาก ทำให้การรักษาข้อเทียมที่ติดเชื้อนั้นซับซ้อนและใช้เวลานานมากกว่าการติดเชื้อทั่วไป
การติดเชื้อที่ข้อเทียม (Periprosthetic Joint Infection) คืออะไร?
ข้อเทียมติดเชื้อ คือภาวะที่เชื้อแบคทีเรียเข้าไปเจริญในบริเวณรอบข้อเทียม ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน บางครั้งมีไข้ และในกรณีรุนแรงอาจมีน้ำหนองออก
สิ่งที่น่ากลัวของภาวะนี้คือ รักษายากมาก ในหลายกรณีต้องเอาข้อเทียมออก รักษาการติดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะนานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แล้วค่อยใส่ข้อเทียมใหม่กลับเข้าไปอีกครั้ง
จากการศึกษาพบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของการติดเชื้อที่ข้อเทียมทั้งหมด อาจเกี่ยวข้องกับเชื้อที่เดินทางผ่านกระแสเลือด อย่างไรก็ตาม เชื้อที่มาจากช่องปากโดยเฉพาะนั้น พบเป็นสาเหตุได้น้อยกว่า 2% ของกรณีติดเชื้อข้อเทียมทั้งหมด
• ผู้ที่มีโรคเบาหวาน โดยเฉพาะที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี • ผู้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน เช่น ยาสเตียรอยด์ระยะยาว หรือยารักษาโรคข้ออักเสบ • ผู้ที่เคยมีประวัติข้อเทียมติดเชื้อมาก่อน • ผู้ที่สุขภาพช่องปากไม่ดี มีเหงือกอักเสบ ฟันผุหลายซี่ • ผู้ที่อยู่ในช่วง 2-3 เดือนแรกหลังผ่าตัด ซึ่งข้อเทียมยังอยู่ในช่วงที่เนื้อเยื่อกำลังยึดติด
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือ แจ้งทันตแพทย์ทุกครั้งว่ามีข้อเทียมอยู่ในร่างกาย บอกชนิดของข้อเทียม และระยะเวลาที่ผ่าตัดมาแล้ว
ทันตแพทย์จะประเมินโดยพิจารณาจากชนิดของหัตถการที่จะทำ ก่อน จากนั้นประเมินสุขภาพโดยรวมและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย และถ้าไม่แน่ใจ ควรปรึกษาร่วมกับศัลยแพทย์กระดูกที่ผ่าตัดข้อเทียม
หัตถการที่มีความเสี่ยงมากกว่า ได้แก่ การถอนฟัน การรักษารากฟัน และการขูดหินปูนที่ลึกถึงเหงือก ส่วนการอุดฟันหรือการถ่ายภาพรังสีฟันทั่วไปมีความเสี่ยงน้อยกว่า
นี่คือส่วนที่เปลี่ยนแปลงและทำให้หลายคนสับสน
สมาคมศัลยแพทย์กระดูกและข้อแห่งสหรัฐอเมริกา ร่วมกับสมาคมทันตแพทย์อเมริกัน ออกแนวทางใหม่ในปลายปี 2024 โดยมีสาระสำคัญว่า
"สำหรับผู้ป่วยทั่วไปที่มีข้อเข่าเทียมหรือข้อสะโพกเทียม การให้ยาปฏิชีวนะก่อนทำฟันเป็นประจำทุกครั้ง อาจไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่ข้อเทียมอย่างมีนัยสำคัญ"
แนวทางนี้มาจากการทบทวนงานวิจัยกว่า 1,251 บทคัดย่อ ไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการกินยาปฏิชีวนะก่อนทำฟันจะป้องกันการติดเชื้อที่ข้อเทียมได้สำหรับผู้ป่วยทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แนวทางยังระบุว่า มีผู้ป่วยบางกลุ่มที่ยังควรพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเป็นกรณีๆ ไป ได้แก่
• ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ • ผู้ที่เป็นเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ • ผู้ที่มีประวัติข้อเทียมติดเชื้อมาก่อน
สำหรับยาที่ใช้ในกรณีที่จำเป็น ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) 2 กรัม รับประทานก่อนทำฟัน 30-60 นาที และสำหรับผู้ที่แพ้ยาเพนิซิลลิน ใช้ คลินดาไมซิน (clindamycin) 600 มิลลิกรัม ก่อนทำฟัน 30-60 นาที
ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและสั่งยาเสมอ เพราะแต่ละคนมีปัจจัยเสี่ยงต่างกัน
การติดเชื้อที่ข้อเทียมเป็นภาวะที่รักษายากและใช้เวลานาน ในหลายกรณีต้องผ่าตัดเอาข้อเทียมออกเพื่อทำความสะอาด ใส่ยาปฏิชีวนะในโพรงข้อ แล้วค่อยใส่ข้อเทียมใหม่กลับในภายหลัง กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายเดือนและเจ็บปวดมาก
ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น เบาหวาน หรือภูมิต้านทานต่ำ มักมีผลการรักษาที่ยากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีตลอดเวลา
การมีเหงือกอักเสบ ฟันผุ หรือการติดเชื้อในช่องปากเรื้อรัง ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดบ่อยกว่าคนที่สุขภาพช่องปากดี ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสสะสมความเสี่ยงต่อข้อเทียมในระยะยาวได้
แม้ว่าความเสี่ยงโดยรวมจากการทำฟันจะไม่สูงมาก แต่เมื่อข้อเทียมติดเชื้อแล้ว ผลที่ตามมาอาจรุนแรงมาก ทั้งในแง่ของการรักษา ระยะเวลา และคุณภาพชีวิต
• แปรงฟัน 2 ครั้งต่อวัน ใช้ไหมขัดฟันสม่ำเสมอ และพบทันตแพทย์ตรวจปีละ 2 ครั้ง • แจ้งทันตแพทย์ทุกครั้งว่ามีข้อเทียม บอกชนิดและระยะเวลาที่ผ่ามาแล้ว • ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ให้ปรึกษาหมอกระดูกก่อนทำฟัน โดยเฉพาะหัตถการที่มีเลือดออก • รักษาฟันที่มีปัญหาให้เสร็จก่อนผ่าตัดข้อเทียม ถ้าเป็นไปได้ • สังเกตอาการของตัวเอง ถ้ามีปวดเข่าเทียม บวม มีไข้ หลังทำฟัน ให้รีบพบแพทย์
ถาม: ทำฟันทุกอย่างต้องกินยาก่อนเสมอไหม? ตอบ: ไม่จำเป็นสำหรับทุกกรณี ตามแนวทางล่าสุดปี 2024 ผู้ป่วยทั่วไปที่มีสุขภาพดีอาจไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะก่อนทำฟันทุกครั้ง แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ภูมิต้านทานต่ำหรือเบาหวาน ควรปรึกษาหมอกระดูกก่อน
ถาม: 2-3 เดือนแรกหลังผ่า ห้ามทำฟันเลยไหม? ตอบ: ไม่ใช่ว่าห้ามทำฟัน แต่ในช่วง 2-3 เดือนแรกควรหลีกเลี่ยงหัตถการที่ไม่เร่งด่วน เพราะข้อเทียมยังอยู่ในช่วงที่เนื้อเยื่อกำลังฟื้นตัว ถ้าจำเป็นเร่งด่วนเช่น ฟันผุปวดมากหรือมีการติดเชื้อในช่องปาก ก็ต้องรักษาและปรึกษาหมอกระดูกร่วมด้วย
ถาม: ถ้าแพ้ยาเพนิซิลลิน ใช้ยาอะไรแทนได้? ตอบ: ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับยาป้องกัน และแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน แพทย์อาจเลือกใช้คลินดาไมซิน 600 มิลลิกรัม รับประทานก่อนทำฟันประมาณ 30-60 นาที แต่ต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาและสั่งยาทุกครั้ง
ถาม: ถอนฟันกับขูดหินปูน อันไหนเสี่ยงมากกว่ากัน? ตอบ: ทั้งสองอย่างมีโอกาสทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้ากระแสเลือดได้ในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะการขูดหินปูนที่ลึกถึงร่องเหงือก ส่วนการอุดฟันธรรมดาหรือการถ่ายภาพรังสีมีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก
ถาม: ถ้าปวดเข่าเทียมหลังทำฟันต้องรีบไปโรงพยาบาลไหม? ตอบ: ถ้ามีอาการปวดเข่าเทียม บวม แดง ร้อน หรือมีไข้หลังทำฟันไม่กี่วัน ควรรีบพบแพทย์กระดูกโดยเร็ว เพราะการติดเชื้อที่ข้อเทียมถ้าตรวจพบเร็วจะรักษาได้ง่ายกว่า
ถ้ามีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ผ่าเข่าเทียมและกำลังจะไปทำฟัน ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านได้เลยครับ ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ บางทีก็ช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้องขึ้นมาก
• ข้อเทียมติดเชื้อจากการทำฟันเกิดขึ้นได้ แม้จะพบไม่บ่อยมาก ร้อยละน้อยกว่า 2 ของการติดเชื้อข้อเทียมทั้งหมด • แนวทางล่าสุดปี 2024 ระบุว่า ผู้ป่วยทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะก่อนทำฟันทุกครั้ง • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เบาหวาน ภูมิต้านทานต่ำ หรือประวัติข้อเทียมติดเชื้อ ควรปรึกษาหมอกระดูกก่อน • การดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีตลอดเวลา คือการป้องกันที่ดีที่สุด • แจ้งทันตแพทย์ทุกครั้งว่ามีข้อเทียม เพื่อให้วางแผนการรักษาได้เหมาะสม
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับคำถามเหล่านี้ครับ คนไข้หลายคนสับสนเรื่องนี้เหมือนกัน และคำถามที่ดูเล็กน้อยก็มีคำตอบที่ช่วยดูแลสุขภาพได้จริง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากหลังผ่าตัดเข่าเทียม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666