ปวดข้อเท้าแล้วหาย หยุดยาแล้วปวดอีก ทำแบบนี้ซ้ำๆ มาหลายปี โดยไม่รู้ว่ามีอะไรสะสมอยู่ข้างใน

นัท ชาย อายุ 35 ปี ทำงานออฟฟิศ ปวดข้อเท้าซ้ำมาหลายครั้ง ทุกครั้งที่ปวดก็มาหาหมอ พอหายก็หยุดยา คิดว่าหายแล้ว จนครั้งนี้ ข้อเท้าบวมอีก แต่สังเกตว่ามีก้อนแข็งขึ้นมาด้วย เขาถามว่า "ต้องรอให้หายก่อนค่อยเริ่มยาลดกรดยูริคใช่ไหมหมอ?"

บทความนี้อธิบายว่าก้อนนั้นคืออะไร และคำตอบของคำถามนั้นจะเปลี่ยนวิธีรักษาของคุณไปตลอดกาล


ปวดหายแล้วหยุดยา ไม่ได้แปลว่าเก๊าท์หาย — ก้อนผลึกกรดยูริคยังสะสมต่อเนื่อง


คุณเคยสงสัยไหมครับ ว่าถ้าปวดข้อเก๊าท์กำเริบอยู่ ควรรอให้อาการหายก่อนแล้วค่อยเริ่มยาลดกรดยูริค หรือว่าเริ่มได้เลยทันที?

คำตอบเปลี่ยนไปแล้วจากที่เคยเชื่อกัน และมันสำคัญมากสำหรับคนที่มีก้อนเก๊าท์ขึ้นแล้ว


กาลครั้งหนึ่ง มีชายอายุ 35 ปีที่ใช้ชีวิตได้ปกติทุกอย่าง ทำงานได้ เดินได้ กินอาหารและดื่มเบียร์กับเพื่อนตามโอกาส

ทุกวัน เขาไม่ได้คิดมากเรื่องข้อต่อ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังหนุ่ม ยังแข็งแรง

จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้อเท้าบวมแดงขึ้นมาฉับพลัน เจ็บมากจนแทบเอาเท้าลงพื้นไม่ได้ เขามาพบแพทย์ ตรวจเลือดพบว่าระดับกรดยูริคสูงมาก ได้รับยาแล้วอาการค่อยๆ ดีขึ้น

เพราะเหตุนั้น เขาคิดว่า "โอเค หายแล้ว" แล้วก็หยุดยา เพราะรู้สึกว่าไม่มีอาการแล้ว

เพราะเหตุนั้น อาการปวดก็กลับมาอีกหลายครั้ง ทุกครั้งก็ทำแบบเดิม มาพบแพทย์ ได้ยา หาย หยุดยา แล้วก็ปวดอีก

จนในที่สุด ครั้งนี้นอกจากปวดบวมข้อเท้าเหมือนเดิม เขาสังเกตว่ามีก้อนแข็งเล็กๆ นูนขึ้นมาบริเวณข้อเท้า เขามาถามหมอว่า "ตอนนี้ยังปวดอยู่เลย จะเริ่มยาลดกรดยูริคได้เลยไหม หรือต้องรอก่อน?"

และตั้งแต่วันนั้น เขาได้รับคำตอบที่เปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของเขาไปตลอดกาล


ก้อนแข็งที่นูนขึ้นบริเวณข้อเท้า เรียกว่า "ก้อนเก๊าท์" หรือ tophi (โทฟาย) คืออะไรกันแน่?

หลายคนคิดว่าเก๊าท์เป็นแค่อาการปวดข้อธรรมดา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นโรคของ "ผลึก" ที่สะสมในร่างกายมาอย่างยาวนาน

ปกติแล้ว ร่างกายเราสลายสารพิวรีน ที่พบในเนื้อแดง อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้กลายเป็นกรดยูริค แล้วขับออกทางไต แต่ถ้าร่างกายผลิตกรดยูริคมากเกินไป หรือขับออกได้ไม่ดีพอ ระดับกรดยูริคในเลือดจะสูงขึ้น

เมื่อระดับสูงมากพอ กรดยูริคจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นผลึกแหลมคมเล็กๆ สะสมอยู่ในข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบข้อ ทุกครั้งที่ระดับกรดยูริคเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ผลึกเหล่านี้จะหลุดออกมาในน้ำไขข้อ ร่างกายมองว่ามันคือ "สิ่งแปลกปลอม" จึงส่งเม็ดเลือดขาวเข้าโจมตี ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันที่เจ็บปวดรุนแรงอย่างที่เคยเป็น

ปัญหาคือ แม้ในช่วงที่ "ไม่ปวด" ผลึกยังคงสะสมอยู่เงียบๆ ในเนื้อเยื่อ หากระดับกรดยูริคยังคงสูงนานพอ ผลึกจะรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนแข็งที่เรียกว่า tophi ซึ่งมักขึ้นที่บริเวณข้อเท้า ข้อเข่า ข้อนิ้ว หูชั้นนอก หรือเอ็นร้อยหวาย ก้อนเหล่านี้ไม่เพียงแต่สังเกตเห็นได้ แต่ยังทำลายข้อต่อและกระดูกรอบข้างได้หากปล่อยทิ้งไว้นาน

นั่นคือสาเหตุที่ "ปวดหายแล้วหยุดยา" ไม่ใช่การรักษาเก๊าท์ที่ถูกต้อง แต่เป็นการให้โรคสะสมต่อเนื่องโดยที่เราไม่รู้ตัว


เก๊าท์ (Gout) คืออะไร?

เก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการสะสมผลึกกรดยูริคในข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบข้อ พบบ่อยในผู้ชายวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบอาหารพิวรีนสูง ดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีน้ำหนักเกิน

สาเหตุหลักคือระดับกรดยูริคในเลือดสูงเกินไป ซึ่งอาจมาจากสองทาง คือ ร่างกายผลิตกรดยูริคมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริคออกได้น้อยกว่าปกติ ในคนส่วนใหญ่มักเป็นจากฝั่งไตขับออกได้น้อยกว่า ร่วมกับพฤติกรรมการกินที่เพิ่มการผลิตกรดยูริค

อาการของเก๊าท์ที่กำเริบเฉียบพลัน มักเป็นปวดข้อรุนแรงมากในข้อเดียว โดยเฉพาะโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า มีอาการบวม แดง ร้อน และเจ็บมากเวลาสัมผัส มักเริ่มตอนกลางคืนหรือเช้ามืด และอาการรุนแรงที่สุดในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรก

ในรายที่เป็นเรื้อรังโดยไม่รักษาอย่างจริงจัง ผลึกจะสะสมจนเป็นก้อนแข็งที่เรียกว่า tophi ซึ่งนอกจากจะทำให้ข้อผิดรูปแล้ว ยังส่งผลต่อการทำงานของไตในระยะยาวได้ด้วย


ใครมีความเสี่ยงบ้าง?

• อาหารพิวรีนสูง ได้แก่ เนื้อแดง อาหารทะเล เครื่องในสัตว์

• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์และสุรา

• น้ำหนักเกินหรือมีพุงมาก

• โรคความดันโลหิตสูง ไตเสื่อมเรื้อรัง หรือเบาหวาน

• ประวัติครอบครัวเป็นเก๊าท์ หรือเพศชายในวัยทำงาน


แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

แพทย์เริ่มจากการซักประวัติโดยละเอียด ถามถึงลักษณะของอาการปวด ความถี่ของการกำเริบ อาหารที่กิน และยาที่ใช้อยู่

จากนั้นตรวจร่างกาย ดูตำแหน่งข้อที่อักเสบ ความร้อนแดงบวม และตรวจหาก้อน tophi บริเวณต่างๆ ของร่างกาย

ตรวจเลือดวัดระดับกรดยูริค รวมถึงค่าการทำงานของไต เพราะเก๊าท์มักสัมพันธ์กับไตเสื่อมได้

อัลตราซาวด์ข้อช่วยมองเห็นผลึกยูเรตที่สะสมในข้อ และประเมินขนาดของก้อน tophi ได้ดีกว่าการดูด้วยตาเปล่า

ในบางราย แพทย์อาจเจาะดูดน้ำในข้อมาตรวจหาผลึกยูเรตภายใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยเฉพาะเมื่อต้องแยกจากโรคข้ออักเสบอื่นที่ให้อาการคล้ายกัน


แนวทางรักษา — เบาไปหนัก

การรักษาเก๊าท์มีสองขั้นตอนที่ต้องทำควบคู่กัน

ขั้นแรกคือรักษาอาการกำเริบเฉียบพลัน เพื่อลดความเจ็บปวดโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาจใช้ยาต้านการอักเสบชนิดรับประทาน หรือการฉีดยาลดการอักเสบเข้าข้อโดยตรงเมื่อจำเป็น โดยทั่วไปอาการมักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน

ขั้นที่สองคือลดระดับกรดยูริคในเลือดให้ถึงเป้าหมายในระยะยาว สำหรับผู้ที่มีก้อน tophi ขึ้นแล้ว ตามแนวทางของ ACR ปี 2020 เป้าหมายคือลดกรดยูริคให้ต่ำกว่าระดับที่กำหนด เพื่อให้ผลึกที่สะสมอยู่ค่อยๆ ละลายและก้อน tophi ลดขนาดลงได้

สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ สามารถเริ่มยาลดกรดยูริคได้เลยระหว่างที่อาการกำเริบอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้หายก่อน งานวิจัยและแนวทาง ACR ปี 2020 สนับสนุนการเริ่มยาระหว่างอาการกำเริบ เนื่องจากไม่ได้ทำให้อาการรุนแรงขึ้นหรือนานขึ้น ตราบใดที่ได้รับยาลดการอักเสบควบคู่ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เริ่มยาลดกรดยูริค มีโอกาสที่อาการจะกำเริบซ้ำได้อีกชั่วคราว เพราะระดับกรดยูริคที่ลดลงทำให้ผลึกเดิมที่สะสมอยู่เกิดการเคลื่อนตัว ดังนั้นแพทย์มักให้ยาต้านการอักเสบชนิดหนึ่งที่เรียกว่า colchicine ควบคู่ไปด้วยเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อป้องกันอาการกำเริบระหว่างการรักษา

การตรวจเลือดติดตามระดับกรดยูริคเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงเดือนแรกๆ ของการรักษา มีความสำคัญมากเพื่อให้แพทย์ปรับยาได้ถูกต้อง ขนาดยาและชนิดยาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับค่าไต ประวัติโรคประจำตัว และยาอื่นที่ใช้อยู่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนเฉพาะบุคคล


พยากรณ์โรค — หายได้ไหม?

เก๊าท์ที่รักษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอสามารถควบคุมได้ดี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่รักษาต่อเนื่องจะมีอาการกำเริบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และก้อน tophi ที่มีอยู่สามารถค่อยๆ ลดขนาดลงได้หากระดับกรดยูริคควบคุมได้ถึงเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม หากหยุดยาเองหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง อาการจะกลับมาซ้ำ และก้อน tophi จะโตขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ข้อผิดรูปและเสียการทำงานในที่สุด

โรคเก๊าท์ไม่หายเองตามธรรมชาติ แต่สามารถอยู่กับมันได้อย่างมีคุณภาพชีวิตดีถ้าดูแลสม่ำเสมอ


ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?

การปล่อยให้กรดยูริคสูงต่อเนื่องโดยไม่รักษา อาจส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวได้หลายด้าน เช่น ก้อน tophi โตขึ้นและทำลายกระดูกและข้อต่อรอบข้าง รวมถึงไตอาจเสื่อมการทำงานลงได้เมื่อผลึกสะสมในเนื้อไต หรืออาจเกิดนิ่วในไตจากการตกผลึกของกรดยูริคในระบบปัสสาวะ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เดินลำบาก ใช้ชีวิตประจำวันไม่สะดวก และสูญเสียความสามารถในการทำงานในระยะยาวได้


วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง

• ลดอาหารพิวรีนสูง ได้แก่ เนื้อแดง เครื่องใน อาหารทะเล และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

• ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอทุกวัน เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริคได้ดีขึ้น

• ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

• ทานยาและติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น

• ตรวจเลือดติดตามระดับกรดยูริคตามที่แพทย์นัด


คำถามที่ถามบ่อย

ถาม: ปวดข้อเก๊าท์กำเริบอยู่ ควรรอให้หายก่อนแล้วค่อยเริ่มยาลดกรดยูริค หรือเริ่มได้เลย?

ตอบ: งานวิจัยล่าสุดและแนวทาง ACR ปี 2020 ระบุว่า สามารถเริ่มยาลดกรดยูริคระหว่างที่อาการกำเริบได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้หายก่อน ตราบใดที่ได้รับยาลดการอักเสบควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์เป็นรายบุคคล

ถาม: ทำไมช่วงที่เริ่มยาลดกรดยูริค อาการมักกำเริบซ้ำอีก?

ตอบ: เมื่อระดับกรดยูริคเริ่มลดลง ผลึกที่สะสมอยู่ในข้อต่อจะเกิดการเคลื่อนตัว ทำให้ร่างกายตอบสนองด้วยการอักเสบซ้ำได้ชั่วคราว นี่คือเหตุผลที่แพทย์มักให้ยา colchicine ควบคู่กันในช่วงแรกของการรักษา เพื่อลดโอกาสกำเริบ

ถาม: ก้อน tophi ที่ขึ้นมาแล้ว จะหายไปได้ไหม?

ตอบ: ได้ครับ ถ้าควบคุมระดับกรดยูริคให้ถึงเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง ก้อน tophi สามารถค่อยๆ ลดขนาดลงและละลายหายได้ในที่สุด แต่ต้องใช้เวลา และต้องรักษาระดับกรดยูริคให้ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ

ถาม: ต้องทานยาลดกรดยูริคไปตลอดชีวิตไหม?

ตอบ: โดยทั่วไป ผู้ที่มีก้อน tophi ขึ้นแล้วหรือมีอาการกำเริบบ่อย มักจำเป็นต้องทานยาต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อรักษาระดับกรดยูริคให้ต่ำกว่าเป้าหมายตลอดเวลา การหยุดยาเองทำให้ระดับกรดยูริคกลับขึ้นสูงและโรคกลับมาได้

ถาม: อาหารอะไรที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด?

ตอบ: เบียร์และสุราเป็นตัวกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุด รองลงมาคือเครื่องในสัตว์ เนื้อแดง และอาหารทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง หอย ปลาซาร์ดีน นอกจากนี้ น้ำหวานและน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงก็ควรจำกัดด้วยเช่นกัน


แล้วคุณล่ะครับ เคยปวดข้อซ้ำหลายครั้งแล้วหยุดยาเองบ้างไหม ลองเล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ

สิ่งที่ควรจำจากบทความนี้

• เก๊าท์ไม่ใช่แค่ปวดข้อชั่วคราว แต่คือโรคของผลึกที่สะสมในข้อต่อและเนื้อเยื่อ — "หายปวด" ไม่ได้แปลว่าผลึกหายไป

• ก้อน tophi คือสัญญาณว่าโรคสะสมมานานแล้ว และต้องการการรักษาที่จริงจังและต่อเนื่อง

• สามารถเริ่มยาลดกรดยูริคระหว่างอาการกำเริบได้ ไม่จำเป็นต้องรอ ตราบใดที่แพทย์ดูแลควบคู่กัน

• เป้าหมายการรักษาในผู้ที่มี tophi คือลดกรดยูริคให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ตามแนวทางและการพิจารณาของแพทย์

• การตรวจเลือดติดตามและทานยาสม่ำเสมอ คือหัวใจของการรักษาที่ได้ผล

ถ้าคุณหรือคนที่รักมีอาการปวดข้อซ้ำหลายครั้ง ข้อบวมแดง หรือสังเกตว่ามีก้อนแข็งขึ้นบริเวณข้อ อย่ารอให้เรื้อรัง การวินิจฉัยที่แม่นยำจะช่วยให้รู้ว่าต้องดูแลแบบไหน และเริ่มต้นได้ทันเวลาครับ


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและการรักษาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและแผนการรักษาที่เหมาะสม ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ออร์โธปิดิกส์ กระดูกและข้อ Line ID: @doctorkeng โทร 081-530-3666


💬Line หมอเก่ง