
"เจ็บแล้วก็หาย กินยาแก้ปวดพอ"
แต่ในฐานะหมอที่ดูแลคนไข้เก๊าท์มานาน สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าอาการปวดข้อ คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับหัวใจและหลอดเลือดในเวลาเดียวกัน
เมื่อเก๊าท์ไม่ใช่แค่โรคของข้อต่อ — ทำไมหมอต้องเป็นห่วงหัวใจผู้ป่วยเก๊าท์ด้วยเสมอ
ผมเคยดูแลคนไข้ชายวัย 55 ปีคนหนึ่ง เป็นเก๊าท์มาเกือบ 5 ปีแล้ว ปวดข้อเท้าซ้ำๆ ทุกสองสามเดือน
เขาทำงานธุรกิจ ใช้ชีวิตเร็ว กินเบียร์กับเพื่อนบ้าง รับประทานอาหารทะเลบ้าง ทุกครั้งที่ปวดก็ไปซื้อยาแก้ปวดกิน พอหายก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ
จนวันหนึ่งเขามาพบผมด้วยอาการปวดข้อที่หนักกว่าเดิม
เมื่อตรวจร่างกายและเจาะเลือด สิ่งที่พบไม่ใช่แค่กรดยูริกในเลือดสูงมากจนน่าเป็นห่วง แต่ยังพบความดันโลหิตสูงที่ยังไม่ได้รับการรักษา และตัวเลขที่บ่งชี้ว่าหัวใจและหลอดเลือดของเขากำลังรับภาระมากเกินกว่าที่ควร
"แปลว่าเก๊าท์ของคุณไม่ได้อยู่แค่ที่ข้อต่อครับ"
ลองนึกภาพหลอดเลือดของคุณเหมือนท่อประปา
เมื่อกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นต่อเนื่อง มันไม่ได้แค่ตกตะกอนในข้อต่อ แต่ยังไปทำร้ายผนังด้านในของหลอดเลือดด้วย
ผนังหลอดเลือดที่ถูกกรดยูริกกัดกร่อน จะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดการอักเสบเรื้อรังเงียบๆ ที่ไม่มีอาการ และค่อยๆ แข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ
กระบวนการนี้เกิดขึ้นช้าๆ อย่างเงียบเชียบ บางครั้งเป็นอยู่หลายปีโดยที่คนไข้ไม่รู้สึกอะไรเลย
นอกจากนี้ กรดยูริกยังกระตุ้นให้ไตดูดโซเดียมกลับมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ความดันโลหิตสูง
เก๊าท์ (Gout) คือโรคที่เกิดจากกรดยูริก (Uric Acid) ในเลือดสูงจนตกตะกอนเป็นผลึกแหลมคมภายในข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน อย่างเฉียบพลัน
กรดยูริกเกิดจากการสลายสารพิวรีน (Purine) ที่พบในอาหารอย่างเนื้อสัตว์ ทะเล เครื่องใน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยปกติไตจะกรองออกทางปัสสาวะ แต่เมื่อร่างกายผลิตมากเกินหรือไตขับออกได้น้อยลง กรดยูริกก็จะสะสมในเลือด
สิ่งที่หลายคนไม่รู้ คือกรดยูริกที่สูงเรื้อรังไม่ได้อยู่แค่ในข้อต่อ แต่มันหมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดทุกวินาที และค่อยๆ ทำให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือดไปพร้อมกัน
ความสัมพันธ์นี้ได้รับการยืนยันจากหลักฐานทางการแพทย์หลายชิ้น โดยพบว่าผู้ป่วยเก๊าท์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
• ผู้ที่เป็นเก๊าท์มานานกว่า 1-2 ปีโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจัง
• ผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากกว่า 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
• ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย เพราะทั้งสองภาวะส่งเสริมซึ่งกันและกัน
• ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือมีภาวะดื้ออินซูลิน (น้ำตาลสูง ไขมันสูง รอบเอวกว้าง)
• ผู้ที่มีการทำงานของไตลดลง เพราะไตที่อ่อนแอขับกรดยูริกได้น้อยลง ทำให้ระดับกรดยูริกยิ่งสูง
การวินิจฉัยที่ดีต้องมองภาพรวมทั้งร่างกาย ไม่ใช่แค่ข้อต่อที่ปวด
เริ่มจากการซักประวัติเพื่อทราบความถี่ของอาการปวด ชนิดอาหารที่รับประทาน โรคประจำตัวอื่นๆ และประวัติครอบครัว
จากนั้นตรวจร่างกายประเมินข้อต่อที่มีปัญหา ตรวจวัดความดันโลหิต และดูสัญญาณของก้อนโทฟัส (Tophus) ซึ่งคือผลึกยูริกที่สะสมใต้ผิวหนัง
ตรวจเลือดเพื่อดูระดับกรดยูริก การทำงานของไต ไขมันในเลือด และน้ำตาล ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจ
บางรายอาจจำเป็นต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรืออัลตราซาวด์หัวใจเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงในแต่ละคน
เป้าหมายหลักคือการควบคุมกรดยูริกให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพราะนั่นคือต้นตอที่ทำร้ายทั้งข้อต่อและหลอดเลือด
ขั้นแรก ปรับพฤติกรรมและอาหาร ลดอาหารที่มีพิวรีนสูง ลดน้ำหนักถ้าเกินเกณฑ์ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือลดให้น้อยที่สุด และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอทุกวัน
ขั้นต่อมา ถ้าระดับกรดยูริกยังสูง หมออาจพิจารณาให้ยาลดกรดยูริก เช่น อัลโลพิวรินอล (Allopurinol) ซึ่งเป็นยาที่ได้รับการรับรองและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเป้าหมายคือให้ระดับกรดยูริกต่ำกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงหัวใจสูงหรือมีก้อนโทฟัส อาจตั้งเป้าต่ำกว่านั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ หากผู้ป่วยเก๊าท์มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ยาลดความดันกลุ่มหนึ่งชื่อ "โลซาร์แทน" (Losartan) นอกจากลดความดันแล้ว ยังมีฤทธิ์ช่วยขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ด้วย ทำให้เป็นตัวเลือกที่หมอมักพิจารณาเป็นพิเศษในผู้ป่วยกลุ่มนี้
นอกจากนี้ ต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงหัวใจอื่นๆ ควบคู่กันไป ทั้งความดัน ไขมัน และน้ำตาล ซึ่งมักพบร่วมกันในผู้ป่วยเก๊าท์
เมื่อสามารถควบคุมกรดยูริกให้อยู่ในระดับเป้าหมายได้ต่อเนื่อง อาการปวดข้อมักจะลดความถี่ลงอย่างชัดเจน และผลึกยูริกที่สะสมในข้อต่อก็จะค่อยๆ ละลายหายไปได้
สำหรับผลต่อหัวใจและหลอดเลือด การลดระดับกรดยูริกร่วมกับการดูแลความดันและไขมัน จะช่วยลดภาระของหลอดเลือดในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงระยะเวลาที่เป็นมา ความสม่ำเสมอในการรักษา และภาวะแทรกซ้อนที่มีอยู่แล้ว การพบแพทย์เพื่อรับการประเมินเป็นสิ่งสำคัญ
กรดยูริกที่สูงเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลสามารถทำให้เกิดก้อนโทฟัสที่ข้อต่อและเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อต่อถาวรได้ในระยะยาว
ที่น่าเป็นห่วงพอๆ กัน คือการอักเสบเรื้อรังของหลอดเลือดที่เกิดขึ้นเงียบๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
ไตก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะกรดยูริกสูงเรื้อรังสัมพันธ์กับการทำงานของไตที่ลดลงในระยะยาว
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นผลสะสมที่เกิดขึ้นช้าๆ นั่นเองที่ทำให้หลายคนมองข้ามมันไป
• หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องใน สัตว์ปีก เนื้อแดงในปริมาณมาก อาหารทะเล และถั่วบางชนิด
• ลดหรืองดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ซึ่งมีพิวรีนสูงมาก
• ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกได้ดีขึ้น
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนัก เพราะน้ำหนักเกินกระตุ้นให้ร่างกายผลิตกรดยูริกมากขึ้น
• ตรวจเลือดดูระดับกรดยูริกและปัจจัยเสี่ยงหัวใจ อย่างน้อยปีละครั้ง
ถาม: เป็นเก๊าท์แต่ยังไม่ปวดข้อ ต้องรักษาไหม?
ตอบ: ถ้าตรวจเลือดพบว่ากรดยูริกสูงมาก แม้ยังไม่ปวด ก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาการรักษา โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงหัวใจร่วมด้วย เพราะการรอให้ปวดก่อนค่อยรักษาอาจทำให้ปัญหาสะสมมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล
ตอบ: เป็นเรื่องที่พบได้ในช่วงเริ่มต้นการรักษา เพราะเมื่อระดับกรดยูริกเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว อาจกระตุ้นให้ผลึกในข้อต่อเคลื่อนตัวและทำให้ปวดมากขึ้นชั่วคราว แพทย์มักให้ยาป้องกันอาการกำเริบในช่วงนี้ด้วย ควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแลหากมีอาการแทรกซ้อน
ตอบ: จริงครับ โลซาร์แทนมีฤทธิ์ช่วยขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีทั้งความดันโลหิตสูงและกรดยูริกสูง อย่างไรก็ตามผลลดกรดยูริกนี้อาจไม่เพียงพอที่จะใช้แทนยาลดกรดยูริกโดยตรง ขึ้นอยู่กับระดับกรดยูริกแต่ละคน
ตอบ: ในหลายกรณีการปรับอาหารอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีกรดยูริกสูงมากหรือมีอาการปวดบ่อย เพราะกรดยูริกส่วนใหญ่ในร่างกายมาจากการเผาผลาญภายในร่างกายเอง ไม่ใช่แค่จากอาหาร การปรับอาหารเป็นสิ่งสำคัญ แต่บ่อยครั้งยังต้องใช้ควบคู่กับยา
ตอบ: ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงแต่ละคนครับ ถ้ามีเก๊าท์ร่วมกับความดัน เบาหวาน ไขมันสูง หรืออายุมากกว่า 45-50 ปี แพทย์อาจพิจารณาประเมินความเสี่ยงหัวใจเพิ่มเติม เพื่อให้ได้แผนการดูแลที่ครอบคลุมทั้งข้อต่อและหัวใจไปพร้อมกัน
ถ้ามีคนในครอบครัวหรือคนที่รู้จักเป็นเก๊าท์และยังคิดว่ามันเป็นแค่ "ปวดข้อ" — ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านดูนะครับ
• กรดยูริกที่ควบคุมได้ = ข้อต่อที่ดีขึ้น และหลอดเลือดที่ได้รับการปกป้อง • ผู้ป่วยเก๊าท์ควรตรวจประเมินความเสี่ยงหัวใจ ไม่ใช่แค่รักษาอาการปวด • โลซาร์แทนเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในผู้ที่มีทั้งความดันและกรดยูริกสูง • เป้าหมายระดับกรดยูริกคือต่ำกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร สำหรับผู้ป่วยทั่วไป • การดูแลเก๊าท์อย่างจริงจัง คือการดูแลหัวใจในระยะยาวไปพร้อมกัน
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับโรคนี้ครับ และมีแนวทางที่ดูแลได้ทั้งสองปัญหาในเวลาเดียวกัน
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเก๊าท์และความเสี่ยงโรคหัวใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666