หมอบอกว่าจะผ่าตัดสะโพกเทียม แล้วเปิดแผลด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้าง

คุณรู้ได้ยังไงว่าแบบไหนเหมาะกับคุณ?


ผ่าตัดสะโพกเทียม — แผลเปิดด้านไหนถึงเหมาะกับคุณ?


หลายคนที่จะผ่าตัดสะโพกเทียมได้ยินคำว่า "เปิดแผลด้านหน้า" หรือ "เปิดแผลด้านหลัง" แล้วก็สับสนว่ามันต่างกันยังไง แบบไหนปลอดภัยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า หรือมีท่าอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษไหม

คุณป้าอายุ 68 ปีคนหนึ่ง ปวดสะโพกขวามาสองปีกว่า เดินขึ้นบันไดบ้านทีก็เจ็บ ออกไปตลาดได้ไม่ถึงร้อยเมตร วันที่หมอบอกว่าถึงเวลาต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแล้ว เธอก็ถามทันทีว่า "จะเปิดแผลด้านไหนคะหมอ?" พอได้ยินว่า "ด้านหน้า" ก็เริ่มกังวล ไม่แน่ใจว่าดีหรือเปล่า จนต้องมานั่งถามหมอใหม่อีกรอบว่าวิธีนี้ปลอดภัยไหม

บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่าทั้ง 3 วิธีต่างกันอย่างไร และหมอพิจารณาอะไรบ้างก่อนตัดสินใจว่าจะใช้วิธีไหนกับคุณ


ทำไมถึงมีวิธีเปิดแผลหลายแบบ?

เมื่อผิวกระดูกสะโพกสึกหรอจนถึงขั้นที่ยาและกายภาพบำบัดช่วยได้น้อยลงแล้ว การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement) คือการนำชิ้นส่วนโลหะและพลาสติกเข้ามาแทนที่หัวกระดูกสะโพกและเบ้าที่สึก เพื่อให้เคลื่อนไหวได้โดยไม่เจ็บปวดอีกต่อไป

ปัญหาคือ ข้อสะโพกอยู่ลึกในร่างกาย มีกล้ามเนื้อหนาๆ ห้อมล้อมอยู่รอบด้าน หมอต้องเปิดทางเข้าถึงข้อ ซึ่งทำได้หลายวิธี

ลองนึกภาพว่าข้อสะโพกของคุณคือห้องที่อยู่ตรงกลางบ้าน มีประตูสามบาน คือประตูหน้า ประตูหลัง และประตูข้าง แต่ละทางผ่านกล้ามเนื้อคนละมัด ผลลัพธ์คือการใส่ข้อสะโพกเทียมในห้องเดียวกัน แต่ท่าที่ต้องระวังหลังผ่าตัดจะต่างกันตามทางที่หมอเข้ามา เพราะกล้ามเนื้อที่ถูกแหวกออกไม่เหมือนกัน

ขั้นตอนการประเมินก่อนเลือกวิธีผ่าตัด

ก่อนตัดสินใจว่าจะใช้วิธีไหน หมอจะประเมินหลายอย่างด้วยกัน เริ่มจากซักประวัติอาการให้ละเอียดว่าปวดมานานแค่ไหน เดินได้ไกลแค่ไหน มีอาการขาชาหรือไม่ จากนั้นตรวจร่างกายดูการเคลื่อนไหวของสะโพกและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตามด้วยการเอ็กซ์เรย์เพื่อดูโครงสร้างกระดูก บางรายอาจทำ MRI เพื่อดูเนื้อเยื่อรอบข้อ และสุดท้ายคือประเมินรูปร่างกระดูกและสุขภาพโดยรวม เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีผ่าตัด

• น้ำหนักตัวและรูปร่าง — คนที่น้ำหนักมากหรือมีกล้ามเนื้อหนาอาจไม่เหมาะกับวิธีด้านหน้าบางเทคนิค

• สาเหตุของโรค — สะโพกที่ผิดรูปตั้งแต่กำเนิด หรือเสียหายจากอุบัติเหตุ อาจต้องใช้วิธีที่มองเห็นข้อได้ชัดกว่า

• กระดูกพรุน — มีผลต่อการยึดอุปกรณ์และความเสี่ยงระหว่างผ่าตัด

• โรคประจำตัว — เบาหวาน โรคหัวใจ ส่งผลต่อการวางยาสลบและระยะเวลาผ่าตัดที่เหมาะสม

• ความชำนาญของทีมผ่าตัด — วิธีด้านหน้าต้องการประสบการณ์เฉพาะทางสูงกว่า

3 วิธีผ่าตัดสะโพกเทียม แตกต่างกันอย่างไร?

วิธีที่ 1 เปิดแผลด้านหลัง — วิธีที่ทำบ่อยที่สุดทั่วโลก

หมอเปิดแผลตรงด้านหลังสะโพก แหวกผ่านกล้ามเนื้อชั้นนอก แล้วเข้าถึงข้อสะโพก ข้อดีคือมองเห็นข้อได้ชัดเจน ใส่อุปกรณ์ได้แม่นยำ และเป็นวิธีที่ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ฝึกมาและทำได้อย่างชำนาญ

สิ่งที่ต้องระวังหลังผ่าตัดวิธีนี้ คือในช่วงประมาณ 6-12 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงการงอสะโพกเกิน 90 องศาพร้อมกับบิดขาเข้าด้านใน เช่น นั่งเก้าอี้เตี้ยมากๆ ก้มหยิบของพื้นโดยไม่งอเข่า หรือไขว้ขา เพราะกล้ามเนื้อและพังผืดด้านหลังที่ถูกแหวกออกยังไม่แข็งแรงพอ ข้อสะโพกเทียมอาจหลุดถ้าอยู่ในท่าเหล่านี้พร้อมกัน

วิธีที่ 2 เปิดแผลด้านหน้า — วิธีที่กำลังนิยมมากขึ้น

หมอเปิดแผลที่ด้านหน้าสะโพก โดยแหวกผ่านช่องระหว่างกล้ามเนื้อโดยไม่ตัดกล้ามเนื้อออก ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้อเสียหายน้อยกว่า

จากการศึกษาพบว่าในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก ผู้ป่วยที่ผ่าตัดด้วยวิธีนี้มักปวดน้อยกว่าและเดินได้เร็วกว่า แต่เมื่อถึง 3 เดือนขึ้นไป ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับวิธีอื่น

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ วิธีนี้ต้องการทีมผ่าตัดที่ผ่านการฝึกเฉพาะทางและมีประสบการณ์สะสมเพียงพอ งานวิจัยพบว่าศัลยแพทย์ต้องผ่านการผ่าตัดด้วยวิธีนี้สะสมจำนวนหนึ่งก่อนที่ภาวะแทรกซ้อนจะลดลงสู่ระดับที่ยอมรับได้ ดังนั้นความปลอดภัยขึ้นอยู่กับว่าทีมผ่าตัดชำนาญวิธีนี้จริงๆ หรือเปล่า

ท่าที่ต้องระวังหลังผ่าตัดวิธีนี้ แตกต่างจากวิธีด้านหลัง คือต้องระวังการเหยียดขาตรงสุดพร้อมกับบิดขาออกด้านนอก เพราะนั่นคือท่าที่ดึงรั้งกล้ามเนื้อด้านหน้าที่ถูกแหวกออกไว้

วิธีที่ 3 เปิดแผลด้านข้าง — วิธีที่มีโอกาสข้อหลุดต่ำ

หมอเปิดแผลที่ด้านข้างสะโพก โดยแยกกล้ามเนื้อกางสะโพก (กล้ามเนื้อที่ช่วยกางขาออก) เพื่อเข้าถึงข้อ ข้อดีคือโอกาสที่ข้อสะโพกเทียมจะหลุดต่ำมาก เพราะกล้ามเนื้อรอบข้อยังทำหน้าที่คงตำแหน่งได้ดี

สิ่งที่ต้องรู้ กล้ามเนื้อกางสะโพกที่ถูกแยกออกในระหว่างผ่าตัดอาจทำให้เดินกะเผลกเล็กน้อยหรือรู้สึกขาอ่อนแรงในช่วงแรกหลังผ่าตัด ซึ่งโดยทั่วไปจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว

เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดคือคำตอบที่ถูกต้อง

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นคำตอบที่เหมาะสมเมื่อกระดูกสึกหรอรุนแรงจนทำให้ปวดมากในชีวิตประจำวัน และการรักษาแบบอื่นไม่ว่าจะเป็นยา กายภาพบำบัด หรือการฉีดยา ให้ผลไม่เพียงพออีกต่อไป ในกรณีเหล่านี้ การเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายคือก้าวสำคัญ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการผ่าตัด

การวินิจฉัยที่แม่นยำ คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องผ่า และเมื่อผ่าแล้ว วิธีไหนเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณโดยเฉพาะ

ผลลัพธ์ระยะยาวและการฟื้นตัว

ผลดีในระยะยาว (ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป) ของทั้ง 3 วิธีใกล้เคียงกันมาก ข้อสะโพกเทียมโดยทั่วไปสามารถใช้งานได้นาน 15-20 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ระดับกิจกรรม และการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด ความแตกต่างที่ชัดเจนมักอยู่แค่ช่วงสัปดาห์แรกๆ เท่านั้น

ผลกระทบหากปล่อยให้ข้อสะโพกเสื่อมโดยไม่รักษา

เมื่อข้อสะโพกสึกหรอถึงระดับที่ต้องผ่าตัดและปล่อยทิ้งไว้ อาการปวดจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น ขาสองข้างอาจยาวไม่เท่ากันเนื่องจากกระดูกยุบตัว กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงลงจากการไม่ใช้งาน และคุณภาพชีวิตโดยรวมจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

วิธีเตรียมตัวเพื่อการฟื้นตัวที่ดี

• เรียนรู้ "ท่าที่ต้องหลีกเลี่ยง" ตามวิธีผ่าตัดที่หมอจะใช้ ก่อนผ่าตัดเลย

• ฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรงล่วงหน้าถ้าสุขภาพอนุญาต

• จัดบ้านให้เหมาะกับการฟื้นตัว เช่น ราวจับในห้องน้ำ เก้าอี้สูงพอนั่งลุกสะดวก

• เตรียมคนช่วยเหลือในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด

• ปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อวางแผนการฟื้นฟูตั้งแต่ก่อนผ่าตัด

ถาม: วิธีด้านหน้าดีกว่าด้านหลังจริงหรือเปล่า?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับนิยามของ "ดีกว่า" ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด วิธีด้านหน้าอาจให้การฟื้นตัวที่เร็วกว่าในบางการศึกษา แต่เมื่อถึง 3 เดือนขึ้นไป ผลลัพธ์ของทั้งสองวิธีใกล้เคียงกันมาก สิ่งที่สำคัญกว่าชื่อวิธี คือความเหมาะสมกับรูปร่างและสุขภาพของคุณ และความชำนาญของทีมผ่าตัด

ถาม: ข้อสะโพกเทียมหลุดออกได้ไหม หลังผ่าตัดต้องระวังอะไร?

ตอบ: โอกาสข้อหลุดในปัจจุบันน้อยมากเมื่อผ่าตัดโดยทีมที่มีประสบการณ์ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ วิธีด้านหลังต้องระวังท่างอสะโพกเกิน 90 องศาพร้อมกับบิดขาเข้าด้านใน วิธีด้านหน้าต้องระวังท่าเหยียดสะโพกสุดพร้อมกับบิดขาออกนอก ทีมผ่าตัดและนักกายภาพจะสอนท่าต้องห้ามก่อนกลับบ้าน

ถาม: ผ่าตัดสะโพกเทียมแล้วกลับมาเดินได้ปกติไหม?

ตอบ: ในหลายกรณีผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บางรายกลับไปออกกำลังกายเบาๆ ได้ภายใน 2-3 เดือน แต่ระยะเวลาและผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวม น้ำหนักตัว และความสม่ำเสมอในการทำกายภาพบำบัด

ถาม: อายุมากผ่าตัดสะโพกเทียมได้ไหม?

ตอบ: อายุไม่ใช่ข้อห้ามในตัวเอง แต่สุขภาพโดยรวมของหัวใจ ปอด และไตมีความสำคัญมาก หมอจะประเมินความเสี่ยงของการวางยาสลบและผ่าตัดเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับเป็นรายบุคคล

ถาม: วิธีเปิดแผลด้านข้างยังทำกันอยู่ไหม?

ตอบ: ยังทำอยู่ในหลายสถานพยาบาล โดยเฉพาะเมื่อต้องการลดโอกาสข้อหลุดในผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่ปัจจุบันนิยมน้อยกว่าวิธีด้านหลังและด้านหน้า เนื่องจากความกังวลเรื่องกล้ามเนื้อกางสะโพกอ่อนแรงชั่วคราว

แล้วคุณล่ะครับ มีคำถามเรื่องการเลือกวิธีผ่าตัดสะโพกเทียม หรืออยากรู้ว่าวิธีไหนเหมาะกับตัวเองมากกว่า คอมเมนต์มาถามได้เลยนะครับ

สิ่งสำคัญที่ควรจำ:

• ไม่มีวิธีผ่าตัดสะโพกเทียมวิธีไหนที่ "ดีที่สุด" สำหรับทุกคน

• การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับรูปร่าง สาเหตุของโรค และความชำนาญของทีมผ่าตัด

• ท่าที่ต้องหลีกเลี่ยงหลังผ่าตัดต่างกันตามวิธีที่ใช้ — ควรรู้ก่อนกลับบ้าน

• ผลลัพธ์ระยะยาว (3 เดือนขึ้นไป) ของทั้ง 3 วิธีใกล้เคียงกัน

• ความสำเร็จในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับการทำกายภาพบำบัดและดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ และเมื่อถึงจุดที่จำเป็นต้องผ่าตัด การรู้ว่าวิธีไหนเหมาะกับตัวคุณโดยเฉพาะจะช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ถูกต้อง และฟื้นตัวได้ดีที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng

เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666


💬Line หมอเก่ง