
อาการปวดไหล่ยกแขนไม่ได้ ยกแขนแล้วเจ็บจี๊ด หรือยกแขนสูงไม่ได้เหมือนเดิม เป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะคนอายุ 40 ปีขึ้นไป หลายคนไปตรวจแล้วพบว่า “เส้นเอ็นหมุนไหล่ขาด” (กลุ่มเส้นเอ็นรอบหัวไหล่) และมีคำถามยอดฮิตเหมือนกันทุกคนว่า
“ต้องผ่าตัดไหม?”
“ถ้าไม่ผ่า เส้นเอ็นมันจะต่อกันเองได้ไหม?”
หมออยากเขียนบทความนี้เพื่อให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ว่าเส้นเอ็นไหล่ทำงานอย่างไร ขาดแล้วเกิดอะไรขึ้น และรักษาแบบไหนจึงได้ผลที่สุดสำหรับแต่ละคนครับ
คุณกิตติ อายุ 55 ปี เป็นช่างเทคนิคที่ต้องยกแขนซ้ำ ๆ ทุกวัน วันหนึ่งยกของหนักแล้วได้ยินเสียง “ป๊อบ” พร้อมเจ็บไหล่ทันที หลังจากนั้นยกแขนไม่ขึ้นเลย
เขาพูดกับหมอว่า:
“หมอครับ หนูออกแรงยกแขนไม่ได้เลย กลัวว่าเส้นเอ็นจะขาด แล้วมันต่อกันได้ไหมครับ?”
หลังทำอัลตราซาวด์ พบว่าเป็น เส้นเอ็นไหล่ (Rotator cuff) ขาดบางส่วน ไม่ถึงกับขาดเต็มที่ หมอจึงแนะนำการรักษาแบบไม่ผ่าตัดร่วมกับกายภาพและฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุด
3 เดือนต่อมา เขายกแขนได้ดีขึ้นมาก ไม่ต้องผ่าตัด และกลับไปทำงานได้ตามปกติ
แต่ในบางเคส ถ้าขาดมากจริง ๆ ก็ต้องผ่าตัดเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ดีที่สุด
หมอจึงอยากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า เส้นเอ็นไหล่แบบไหนต้องผ่า แบบไหนไม่ต้องผ่า ครับ
เส้นเอ็นหมุนไหล่ (Rotator cuff) คือชุดเส้นเอ็น 4 มัดที่ช่วยให้ไหล่
ยกแขน
หมุนแขน
ประคองข้อไหล่ให้มั่นคง
ถ้าเส้นเอ็นกลุ่มนี้ขาดแม้เพียงเส้นเดียว สมดุลของไหล่จะเสีย ทำให้
เจ็บไหล่เวลาใช้แขน
ยกแขนไม่ขึ้น
กล้ามเนื้อทำงานทดแทนจนปวดเรื้อรัง
และหากปล่อยไว้นาน เส้นเอ็นที่ขาดจะหดตัวและบางรายอาจผ่าตัดได้ยากขึ้นครับ
การเสื่อมตามอายุ (พบมากที่สุด)
ยกของหนัก ปะทะ แรงดึง
อุบัติเหตุล้มแล้วไหล่กระแทก
การใช้งานไหล่ซ้ำ ๆ
กล้ามเนื้อรอบไหล่อ่อนแรง
อาการบางครั้งเริ่มจากปวดเล็กน้อย แต่ใช้แขนต่อเนื่องแล้วขาดมากขึ้นทีละน้อย
ปวดไหล่ตอนยกแขนหรือเอื้อมหยิบของ
ยกแขนไม่ขึ้น แม้พยายามสุดแรง
ปวดมากตอนนอนทับไหล่
เจ็บเวลากางแขนหรือหมุนแขน
บางรายได้ยินเสียง “ป๊อบ” ตอนเส้นเอ็นขาด
ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ ควรตรวจให้เร็วเพื่อป้องกันการขาดลุกลาม
ทดสอบแรงยกแขน หมุนแขน และตำแหน่งที่เจ็บ
เห็นเส้นเอ็นได้ชัด ว่าอักเสบ ขาดบางส่วน หรือขาดเต็มความหนา
เหมาะในรายที่สงสัยขาดมากหรือเตรียมผ่าตัด เห็นรายละเอียดของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และพังผืด
คำตอบคือ ถ้าเส้นเอ็นขาดเต็มความหนา (full-thickness tear) ส่วนใหญ่จะ “ไม่ต่อกันเอง” ครับ เพราะปลายเส้นเอ็นจะหดตัวออกจากกัน
แต่ถ้าเป็นการขาดบางส่วน (partial tear)
มีโอกาสฟื้นตัวได้
อักเสบลดลงได้
กล้ามเนื้อรอบ ๆ ช่วยชดเชยได้ดีขึ้น
ดังนั้นต้องประเมินจากอัลตราซาวด์หรือ MRI เพื่อดูระดับความรุนแรงอย่างชัดเจนครับ
หมอจะประเมินจาก 4 ปัจจัยหลัก
ถ้าปล่อยนาน เส้นเอ็นจะหดตัวจนซ่อมยาก มักแนะนำผ่าตัด
ถ้าทำกายภาพแล้วยังยกแขนไม่ได้ → ต้องพิจารณาผ่าตัด
รักษาไม่ผ่าตัดแล้วยังปวดมาก ใช้งานไม่ดีขึ้น
คนอายุน้อย ใช้งานไหล่เยอะ = พิจารณาผ่าตัดมากกว่า
อายุเยอะ ขาดบางส่วน ใช้งานไม่หนัก = รักษาไม่ผ่าตัดได้ดี
สรุปคือ ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด แต่บางรายก็จำเป็นเพื่อให้กลับมาใช้งานได้เต็มที่
หัวใจสำคัญที่สุด
เสริมกล้ามเนื้อรอบสะบัก
เพิ่มความมั่นคงของไหล่
ลดการอักเสบของเส้นเอ็น
ช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง ทำให้ทำกายภาพได้ง่ายขึ้น
ช่วยลดความเจ็บในช่วงแรก
หลีกเลี่ยงยกของหนัก
หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องเอี้ยวไหล่ซ้ำ ๆ
ปรับท่านอน ไม่ทับไหล่
การรักษาเหล่านี้มักได้ผลดีมากในเคสที่เส้นเอ็นขาดบางส่วนครับ
การผ่าตัดส่วนใหญ่เป็นการซ่อมเส้นเอ็นด้วยการส่องกล้อง
เย็บเส้นเอ็นกลับไปยังตำแหน่งเดิมที่กระดูก
ใช้เทคนิคแผลเล็ก ฟื้นตัวไว
ใส่ผ้าพยุงไหล่ประมาณ 4–6 อาทิตย์
ทำกายภาพต่ออีก 3–6 เดือน
อัตราความสำเร็จสูงมากในผู้ที่ตรวจพบเร็วและซ่อมทันเวลา
เส้นเอ็นขาดบางส่วน → มักดีขึ้นได้โดยไม่ผ่าตัด
เส้นเอ็นขาดเต็มความหนา → ถ้าซ่อมเร็ว ผลลัพธ์ดีมาก
ถ้าปล่อยนานหลายปี → เส้นเอ็นหดตัว กล้ามเนื้อฝ่อ ซ่อมยากขึ้น
ยิ่งตรวจเร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาได้ดีครับ
เส้นเอ็นไหล่ขาดไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องผ่าตัดทุกราย การรู้ว่าขาดแบบไหน รักษาอย่างไร และทำกายภาพอย่างถูกต้องสำคัญที่สุด
ถ้าปวดไหล่มานาน ยกแขนไม่ขึ้น หรือสงสัยว่าเส้นเอ็นขาด ควรมาตรวจให้เร็ว เพราะการรักษาในช่วงแรกให้ผลดีที่สุดและอาจช่วยเลี่ยงการผ่าตัดได้ครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร