
ตรวจสุขภาพประจำปี เจอ "กรดยูริกสูง" แต่ไม่เคยปวดข้อเลย ต้องกินยาไหม? หรือแค่ดื่มน้ำน้อยไป?
"คุณหมอครับ ผมตกใจมาก ใบตรวจสุขภาพบอกว่ากรดยูริกผมสูงตั้ง 8.5 แน่ะ แต่ผมเตะบอลทุกอาทิตย์ ไม่เคยปวดข้อ ไม่เคยเป็นเก๊าท์เลยนะครับ แบบนี้ผมต้องรีบกินยาเลยไหม?"
นี่คือคำถามที่คนไข้ชายวัย 45 ปี ท่านหนึ่งถามหมอด้วยความกังวลใจ หลังจากได้รับผลตรวจสุขภาพประจำปี ตัวเลขสีแดงบนกระดาษทำเอาหลายคนนอนไม่หลับ กลัวว่าจะเป็นโรคร้าย หรือต้องกินยาไปตลอดชีวิต
ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะ "กรดยูริกสูงแต่ไม่มีอาการ" (Asymptomatic Hyperuricemia) เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากในคนไทยครับ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีเยอะมากเช่นกัน
วันนี้หมอจะพามาไขข้อข้องใจทีละประเด็นครับ ว่าตัวเลขที่สูงขึ้นนี้เกิดจากอะไร จำเป็นต้องทานยาไหม และเรื่องการงดน้ำก่อนเจาะเลือด มีผลทำให้ค่าสูงเกินจริงหรือเปล่า?
ความจริงข้อที่ 1: ยูริกสูง ไม่ได้แปลว่าเป็น "โรคเก๊าท์" เสมอไป
หมออยากให้ทำความเข้าใจคำนิยามกันใหม่ก่อนครับ
"กรดยูริกในเลือดสูง" เปรียบเสมือนเรามี "เชื้อเพลิง" กองอยู่ที่บ้านเยอะเกินไป ส่วน "โรคเก๊าท์" คือการที่เชื้อเพลิงนั้น "ถูกจุดไฟ" จนเกิดการระเบิด (ข้ออักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน)
คนที่มีกรดยูริกสูง ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเก๊าท์ทุกคนครับ มีสถิติพบว่า คนที่มีกรดยูริกสูง มีเพียงประมาณ 1 ใน 5 (หรือ 20%) เท่านั้นที่จะพัฒนาไปเป็นโรคข้ออักเสบเก๊าท์ในอนาคต อีก 80% อาจจะอยู่กับค่านี้ไปตลอดชีวิตโดยไม่ปวดข้อเลยก็ได้
ดังนั้น การเห็นตัวเลขสูง อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ครับ
ความจริงข้อที่ 2: ทำไมยูริกถึงสูง? (ไม่ใช่แค่กินไก่นะครับ)
หลายคนพอเห็นค่ายูริกสูง สิ่งแรกที่ทำคือ "งดกินไก่ งดกินยอดผัก" ทันที แต่ความจริงแล้ว สาเหตุที่ยูริกสูงมาจาก 2 แหล่งหลักครับ:
ร่างกายสร้างขึ้นเอง (80%): นี่คือความจริงที่น่าตกใจ กรดยูริกส่วนใหญ่เกิดจากการผลัดเปลี่ยนเซลล์ในร่างกายเราเอง และการสังเคราะห์จากตับ เป็นเรื่องของพันธุกรรมและระบบเผาผลาญภายใน
อาหารที่กินเข้าไป (20%): อาหารมีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ และตัวร้ายตัวจริงในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่สัตว์ปีกหรือเครื่องใน แต่คือ "น้ำตาลฟรุกโตส" (ในน้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง) และ "แอลกอฮอล์" ที่ไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตยูริกเพิ่มและขับออกได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ สาเหตุสำคัญที่คนมักมองข้ามคือ "ไตขับออกได้ไม่ดี" ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม หรือยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาลดความดันบางตัว
ความจริงข้อที่ 3: การงดน้ำก่อนตรวจ มีผลทำให้ค่าสูงขึ้นได้ไหม?
คำตอบคือ "มีผลได้ครับ"
โดยปกติการตรวจสุขภาพ เรามักจะถูกสั่งให้ "งดน้ำ งดอาหาร" (NPO) เพื่อดูค่าน้ำตาลและไขมัน ทีนี้ถ้าเรางดน้ำนานเกินไป หรือดื่มน้ำน้อยมาก ๆ ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะ "ขาดน้ำเล็กน้อย" (Mild Dehydration)
เมื่อร่างกายขาดน้ำ เลือดจะเข้มข้นขึ้น ไตจะพยายามดูดซึมน้ำและสารต่าง ๆ กลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อรักษาเรี่ยวแรง รวมถึงดูดซึมกรดยูริกกลับเข้ามาด้วย ทำให้ค่าที่เจาะออกมาอาจจะดู "สูงกว่าความเป็นจริง" เล็กน้อย
ดังนั้น ถ้าค่าที่สูงเกินมาตรฐานมาแค่นิดหน่อย (เช่น เกณฑ์ 7.0 แต่ตรวจได้ 7.2 หรือ 7.5) และท่านงดน้ำมานานมาก หมออาจจะแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการดื่มน้ำ แล้วลองมาตรวจซ้ำดูอีกครั้งในภาวะร่างกายปกติครับ
คำถามสำคัญ: "ไม่มีอาการปวด ต้องกินยาไหม?"
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดครับ ตามแนวทางการรักษามาตรฐานระดับสากล และจากประสบการณ์ของหมอ:
"หากไม่มีอาการปวดข้อ ไม่เคยเป็นนิ่วในไต และค่าไม่ได้สูงปรี๊ดจนน่ากลัว... เรายังไม่แนะนำให้เริ่มกินยาลดกรดยูริกครับ"
เหตุผลเพราะ:
ยาเกือบทุกชนิดมีผลข้างเคียง การกินยาโดยไม่จำเป็น เป็นการเพิ่มภาระให้ตับและไต
ยาบางตัวอาจกระตุ้นให้เกิดการแพ้ยารุนแรงได้
การลดระดับยูริกลงเร็วเกินไปในขณะที่ร่างกายยังปกติดี บางครั้งกลับไปกระตุ้นให้เกล็ดพุ่งไปตกตะกอนที่ข้อ จนเกิดอาการปวดขึ้นมาเสียอย่างนั้น
แล้วเมื่อไหร่ถึงต้องกินยา? (แม้จะไม่ปวด) หมอจะพิจารณาให้ยาในกรณี "กรดยูริกสูงแบบไม่มีอาการ" ก็ต่อเมื่อ:
ค่ากรดยูริกสูงมากๆ (เช่น เกิน 9-11 มก./ดล. ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและโรคร่วม)
มีภาวะไตเสื่อม หรือมีความเสี่ยงไตวาย
มีประวัติเป็นโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
ต้องเข้ารับการรักษาเคมีบำบัด (ซึ่งจะทำให้เซลล์แตกและยูริกพุ่งสูงเฉียบพลัน)
แนวทางดูแลตัวเอง: เริ่มต้นง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งยา
ถ้าหมอบอกว่ายังไม่ต้องกินยา แล้วเราจะปล่อยไว้เฉยๆ เหรอ? ไม่ใช่ครับ! ตัวเลขที่สูงคือ "สัญญาณเตือน" ให้เราหันมาดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นโรคเก๊าท์ หรือโรคไตในอนาคต
1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: นี่คือยาธรรมชาติที่ดีที่สุด การดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2-3 ลิตร จะช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ดีขึ้นมาก (ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ)
2. ลดหวาน อันตรายกว่าลดไก่: ลดน้ำหวาน น้ำอัดลม ชาไข่มุก และผลไม้ที่มีรสหวานจัด เพราะน้ำตาลฟรุกโตสคือตัวเร่งการสร้างกรดยูริกที่น่ากลัวกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก
3. คุมน้ำหนักตัว: ความอ้วนกับกรดยูริกเป็นเพื่อนซี้กันครับ หากลดน้ำหนักลงได้ ค่ากรดยูริกมักจะลดลงตามมาเองโดยอัตโนมัติ
4. เลี่ยงแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะ "เบียร์" เพราะมีทั้งสารพิวรีนสูง และแอลกอฮอล์ที่ไปขัดขวางการขับยูริกออกจากไต
สรุป
การตรวจพบค่ากรดยูริกสูง แต่ไม่มีอาการปวดข้อ "ยังไม่ถือว่าเป็นโรคเก๊าท์" และ "ส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็นต้องทานยา" ครับ
แต่... มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า "เจ้านายครับ ช่วยดูแลระบบเผาผลาญและไตของผมหน่อย"
หมอแนะนำให้ท่านเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดื่มน้ำให้เยอะขึ้น ลดหวาน ลดแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายคุมน้ำหนัก แล้วลองตรวจซ้ำดูครับ ในหลายๆ ราย ค่าสามารถกลับมาปกติได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเลยแม้แต่เม็ดเดียว
อย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ให้ตระหนักและดูแลสุขภาพนะครับ
หมอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่มีผลตรวจสุขภาพสีแดง ให้กลับมาเป็นสีปกติได้ในเร็ววันครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#กรดยูริกสูง #โรคเก๊าท์ #ปวดข้อ #ตรวจสุขภาพประจำปี #ยูริกสูงกินยาไหม #หมอเก่งเชียงใหม่ #อาหารลดกรดยูริก #ไตกับกรดยูริก #งดน้ำก่อนตรวจเลือด #Hyperuricemia
References
FitzGerald JD, Dalbeth N, Mikuls T, et al. 2020 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Gout. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(6):744-760.
Richette P, Doherty M, Pascual E, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis. 2017;76(1):29-42.
Bardin T, Richette P. Management of asymptomatic hyperuricemia. Joint Bone Spine. 2017;84(5):531-535.
Kakutani-Hatayama M, Kadoya M, Okazaki H, et al. Non-pharmacological management of gout and hyperuricemia: Hints for better life. Nutrients. 2017;9(9):912.
Perk J, De Backer G, Gohlke H, et al. European Guidelines on cardiovascular disease prevention in clinical practice (version 2012). Eur Heart J. 2012;33(13):1635-1701.