
ล้มไหล่กระแทก...แล้วมีก้อนปูดขึ้นที่หัวไหล่! ต้องผ่าตัดไหม?
นี่คือประโยคแรกที่ "คุณบอล" (นามสมมติ) หนุ่มวัย 38 ปี ถามผมด้วยสีหน้ากังวลสุดขีดในห้องตรวจ คุณบอลเป็นนักปั่นจักรยานตัวยง เมื่อเช้าเกิดอุบัติเหตุรถล้ม เอาไหล่ลงกระแทกพื้นเต็มๆ ตอนแรกแค่รู้สึกเจ็บระบม แต่พอกลับบ้านมาถอดเสื้อส่องกระจกดู ถึงกับตกใจ เพราะตรงปลายไหล่มันมี "ก้อนกระดูก" นูนขึ้นมาอย่างชัดเจน เอามือกดลงไปมันก็ยุบ แต่พอยกมือออกมันก็เด้งขึ้นมาใหม่
"เพื่อนผมบอกว่าไหล่หลุด ต้องดึงให้เข้าที่ แต่ผมไม่กล้าให้ใครดึง เลยรีบมาหาหมอครับ"
คุณบอลเข้าใจถูกครึ่งหนึ่งครับ มันคือ "ไหล่หลุด" จริง แต่ไม่ใช่ข้อไหล่หลักที่เรารู้จักกัน แต่มันคือ "ข้อต่อระหว่างไหปลาร้ากับสะบัก" หรือที่ภาษาหมอเรียกว่า AC Joint นั่นเองครับ และขอบอกเลยว่า... "ห้ามดึง" เด็ดขาด เพราะมันดึงไม่เข้าครับ!
วันนี้หมอเก่งจะมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่ายๆ ว่าภาวะนี้คืออะไร ร้ายแรงแค่ไหน และถ้าเป็นแล้วต้องรักษาอย่างไร จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนไหม?
หลายคนเข้าใจผิดว่า "ไหล่หลุด" มีแบบเดียว คือหัวกระดูกต้นแขนหลุดออกจากเบ้า (Shoulder Dislocation) ซึ่งอันนั้นต้องรีบดึงให้เข้าที่ แต่กรณีของคุณบอล คือ "ข้อต่อปลายไหปลาร้าเคลื่อน (Acromioclavicular Joint Dislocation)" หรือเรียกสั้นๆ ว่า AC Joint Injury
ความจริงข้อที่ 1: โรคนี้พบบ่อยมากในคนที่ล้มไหล่กระแทกพื้น (เช่น จักรยานล้ม มอเตอร์ไซค์ล้ม เล่นฟุตบอล)
ความจริงข้อที่ 2: การดึงแขน หรือดัดไหล่ "ไม่ช่วย" ให้กระดูกที่ปูดนี้ยุบลง และอาจทำให้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น
ความจริงข้อที่ 3: ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด! คนไข้ส่วนใหญ่กว่า 80% หายได้โดยไม่ต้องใช้มีดหมอ ถ้าได้รับการดูแลที่ถูกวิธี
ลองเอามือคลำไปที่ไหปลาร้าของเรา ไล่จากคอออกไปทางหัวไหล่ดูครับ สุดปลายทางที่เราคลำได้ นั่นแหละคือ AC Joint (Acromioclavicular joint) มันเป็นจุดเชื่อมต่อเล็กๆ ระหว่าง "กระดูกไหปลาร้า" กับ "กระดูกสะบัก"
ปกติแล้ว กระดูกสองชิ้นนี้จะถูกยึดไว้ด้วยกันด้วย "เส้นเอ็น" ที่เหนียวเหมือนเชือกไนลอนครับ มีอยู่ 2 กลุ่มหลักๆ:
เชือกมัดข้อต่อ (AC ligaments): มัดหุ้มรอบๆ ข้อต่อ กันไม่ให้ไหปลาร้าขยับไปมาหน้า-หลัง
เชือกยึดหลัก (CC ligaments): เป็นเชือกเส้นใหญ่ที่ยึดไหปลาร้าไว้กับกระดูกสะบักด้านล่าง กันไม่ให้ไหปลาร้าลอยโด่งขึ้นฟ้า
กลไกการเกิดโรค (Pathogenesis): เมื่อเราล้มแล้วไหล่กระแทกพื้น แรงกระแทกจะดันกระดูกสะบัก (หัวไหล่) ให้ตกลงไปข้างล่าง แต่กระดูกไหปลาร้ายังถูกกล้ามเนื้อคอดึงไว้ที่เดิม ผลก็คือ... "เชือกขาด" ครับ
ถ้ารุนแรงน้อย: เชือกแค่ยืด หรือฉีกนิดหน่อย
ถ้ารุนแรงมาก: เชือกขาดสะบั้นทั้งหมด ทำให้ไหปลาร้าดีดตัวลอยขึ้นมาเป็นก้อนปูดนั่นเอง
อาการของข้อต่อปลายไหปลาร้าเคลื่อน จะค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ:
ปวด: เจ็บบริเวณปลายไหล่ด้านบน โดยเฉพาะเวลากด หรือเวลาขยับแขนยกขึ้นสุดๆ หรือไขว้แขนไปด้านหน้า
บวม/ช้ำ: อาจมีรอยช้ำเขียวบริเวณหัวไหล่
ก้อนปูด (Deformity): นี่คืออาการเด่นที่สุด จะเห็นกระดูกไหปลาร้าส่วนปลายลอยนูนขึ้นมา เทียบกับไหล่อีกข้างจะเห็นชัดเจน
Piano Key Sign (อาการกดลิ่มเปียโน): ถ้าเราเอานิ้วกดที่ก้อนปูด มันจะยุบลงไปได้ แต่พอยกนิ้วออก มันจะเด้งขึ้นมาเหมือนคีย์เปียโน (ห้ามกดเล่นบ่อยนะครับ เดี๋ยวเจ็บ)
เมื่อมาหาหมอ หมอจะทำการตรวจดังนี้ครับ เพื่อประเมินความรุนแรง:
เอกซเรย์ (X-ray): เป็นหัวใจสำคัญครับ หมอจะถ่ายภาพไหล่ทั้งสองข้างเพื่อเปรียบเทียบกัน บางครั้งหมออาจให้คนไข้ "ถือของหนัก" (Stress view) ขณะเอกซเรย์ เพื่อดูว่ากระดูกมันลอยขึ้นมามากแค่ไหนเมื่อมีน้ำหนักถ่วง
Ultrasound/MRI: ปกติอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกราย แต่ถ้าหมอสงสัยว่ามีการบาดเจ็บของเส้นเอ็นหัวไหล่อื่นๆ ร่วมด้วย (เช่น เอ็นหมุนไหล่ฉีก) หมออาจส่งตรวจเพิ่มเติมครับ
ทางการแพทย์เราแบ่งความรุนแรงตามระบบ Rockwood Classification มีทั้งหมด 6 ระดับ แต่เพื่อให้เข้าใจง่าย หมอขอแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามแนวทางการรักษาครับ:
กลุ่มที่ 1 (Type I & II - บาดเจ็บเล็กน้อย):
กลุ่มที่ 2 (Type III - ขาดสมบูรณ์):
กลุ่มที่ 3 (Type IV, V, VI - รุนแรงมาก/ทะลุ):
นี่คือสิ่งที่คนไข้ถามหมอมากที่สุด คำตอบคือ "ขึ้นอยู่กับระยะของโรค และ ไลฟ์สไตล์ของคุณ" ครับ
เหมาะสำหรับ: Type I, Type II และ Type III ส่วนใหญ่
หลักการ: รอให้เส้นเอ็นสมานตัว (ในแบบของมัน) และสร้างพังผืดขึ้นมายึดเกาะ ร่างกายเราเก่งมากครับ แม้กระดูกจะยังปูดอยู่บ้าง แต่พังผืดที่เกิดขึ้นจะทำให้ข้อต่อแน่นขึ้นและหายเจ็บได้ ใช้งานได้ปกติ
วิธีการ:
ผลลัพธ์: ส่วนใหญ่กลับมาใช้งานได้ปกติ ก้อนที่ปูดอาจจะยังอยู่ (เป็นเรื่องความสวยงาม) แต่ไม่เจ็บและใช้งานได้ดี
เหมาะสำหรับ: Type IV, V, VI (ต้องผ่าแน่นอน) และ Type III ในบางกรณี เช่น นักกีฬาที่ต้องใช้แขนเหนือศีรษะเยอะๆ (ขว้างบอล, แบดมินตัน), กรรมกรแบกหาม หรือคนที่กังวลเรื่องความสวยงามของก้อนที่ปูดมากๆ
เทคนิคการผ่าตัด: ปัจจุบันเทคโนโลยีไปไกลมากครับ
Type I-II: หายดีเกือบ 100% ภายใน 2-4 สัปดาห์
Type III (ไม่ผ่า): ใช้งานได้ดี แต่อาจมีก้อนนูนหลงเหลืออยู่
ผ่าตัด: ต้องใช้เวลาพักฟื้น 3-6 เดือน กว่าจะกลับไปเล่นกีฬาหนักๆ ได้
โอกาสกลับมาเป็นซ้ำ: หากเกิดอุบัติเหตุซ้ำ ก็มีโอกาสหลุดได้อีกครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง:
ข้อเสื่อม (Arthritis): ในอนาคต บริเวณข้อต่อที่เคยบาดเจ็บอาจเกิดการเสื่อมได้ ทำให้มีอาการปวดตื้อๆ เวลาอากาศเปลี่ยน
ก้อนปูดถาวร: ในรายที่ไม่ผ่าตัด ก้อนกระดูกจะนูนอยู่อย่างนั้น แต่ส่วนใหญ่ไม่รบกวนการใช้ชีวิตครับ
ถ้าคุณ หรือคนใกล้ตัว ล้มไหล่กระแทก แล้วมีก้อนปูด:
อย่าตกใจ และ ห้ามให้ใครดึงกระดูก เด็ดขาด
ประคบเย็น ใส่ที่คล้องแขน แล้วรีบมาพบแพทย์กระดูกและข้อ
ถ้าเป็น Type I, II, หรือ III ส่วนใหญ่ "ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด" สามารถรักษาให้หายเจ็บและใช้งานได้ปกติ แม้จะมีก้อนปูดเหลืออยู่บ้าง
การผ่าตัดจะทำเมื่อมีการเคลื่อนที่รุนแรงมาก หรือในคนที่ต้องใช้ไหล่ทำงานหนักจริงๆ
"กระดูกปูดนิดหน่อย แต่ใช้งานได้ไม่เจ็บ ดีกว่าแผลผ่าตัดสวยๆ แต่ใช้งานไม่ได้ดังใจนะครับ"
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng 📞 โทร: 081-5303666
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดไหล่ #ไหล่กระแทก #กระดูกไหปลาร้า #ACJointInjury #ไหล่หลุด #ปวดไหล่ไม่หาย #รักษากระดูกเชียงใหม่
Sirin E, Aydin N, Topkar OM. Acromioclavicular joint injuries: diagnosis, classification and ligament reconstruction procedures. EFORT Open Rev. 2018;3(12):626-633. (สรุป: บทความนี้ทบทวนการวินิจฉัย การแบ่งระดับความรุนแรง และเทคนิคการผ่าตัดสร้างเอ็นใหม่สำหรับข้อต่อ AC)
Frank RM, et al. Management of Acromioclavicular Joint Injuries: An American Orthopaedic Society for Sports Medicine Scientific Statement. Orthop J Sports Med. 2020;8(5). (สรุป: คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์จากสมาคมเวชศาสตร์การกีฬาอเมริกา เกี่ยวกับการจัดการการบาดเจ็บของข้อต่อ AC ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด)
Beitzel K, et al. ISAKOS upper extremity committee consensus statement on the need for diversification of the Rockwood classification for acromioclavicular joint injuries. Arthroscopy. 2014;30(2):271-8. (สรุป: ข้อตกลงร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญ ISAKOS เกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับปรุงการแบ่งประเภท Rockwood เพื่อการวางแผนรักษาที่ดีขึ้น)
Tamaoki MJ, et al. Surgical versus conservative interventions for treating acromioclavicular dislocation of the shoulder in adults. Cochrane Database Syst Rev. 2019;10(10):CD007429. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมเปรียบเทียบผลการรักษาแบบผ่าตัด vs ไม่ผ่าตัด พบว่าการไม่ผ่าตัดให้ผลลัพธ์ที่ดีในคนไข้ส่วนใหญ่)
MacDonald PB, et al. Acromioclavicular Joint Injuries: Evaluation and Management. *J Am Acad Orthop Surg.*2021. (สรุป: แนวทางการประเมินและดูแลรักษาการบาดเจ็บของข้อต่อ AC ตั้งแต่ระยะเฉียบพลันจนถึงเรื้อรัง)