
สวัสดีครับทุกท่าน ผมหมอเก่งนะครับ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงอาการที่หลายคนกังวล นั่นคือ "อาการชาที่ขา" โดยเฉพาะคนที่มักจะปวดหลังบ่อยๆ แล้วเกิดอาการชาร่วมด้วย อาการนี้บอกอะไรเราได้บ้าง และอันตรายแค่ไหน? เรามาทำความเข้าใจกันครับ
ผมจำได้ว่ามีคุณป้าท่านหนึ่ง อายุประมาณ 60 ปี มาหาด้วยอาการปวดหลังเรื้อรังมาหลายปี แรกๆ ก็ปวดๆ หายๆ แต่หลังๆ มาเริ่มมีอาการชาร้าวลงไปที่น่องและฝ่าเท้า ทำให้เดินไม่ค่อยสะดวก ตอนแรกป้าก็คิดว่าคงเป็นเหน็บชาธรรมดา แต่พอชามากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีอาการเท้าตก เดินลากขาเล็กน้อย ป้าก็เลยกังวลมาก ผมจึงต้องอธิบายให้ป้าฟังอย่างละเอียดถึงสาเหตุและความสำคัญของอาการนี้ครับ
อาการชาที่ขานั้นเป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกายที่บอกว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบประสาท โดยเฉพาะเส้นประสาทที่ควบคุมความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของขา เมื่อมีอาการชาที่ขาที่สัมพันธ์กับอาการปวดหลังบ่อยๆ มักจะบ่งชี้ถึงปัญหาที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง หรือ "กระดูกสันหลังช่วงเอว" ซึ่งเป็นจุดที่เส้นประสาทจำนวนมากออกจากไขสันหลังเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของขา
โรคคืออะไร? เมื่อเรามีอาการชาที่ขาและปวดหลังบ่อยๆ สิ่งที่น่าสงสัยอันดับต้นๆ คือ "การกดทับเส้นประสาท" ที่บริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้การส่งสัญญาณของเส้นประสาทผิดปกติไป ทำให้เกิดอาการชา ปวด หรืออ่อนแรงได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชาที่ขาและปวดหลังบ่อยๆ มีหลายสาเหตุที่ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับได้ครับ
หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาท: นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อหมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลังเคลื่อนตัวออกมา หรือปลิ้นไปกดเบียดเส้นประสาทที่อยู่ข้างเคียง จะทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงขา และมีอาการชา หรืออ่อนแรงตามเส้นทางของเส้นประสาทนั้นๆ
กระดูกสันหลังเสื่อม: เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกสันหลังจะมีการเสื่อมตามธรรมชาติ อาจมีหินปูนงอกออกมา (กระดูกงอก) หรือช่องไขสันหลังแคบลง ซึ่งสามารถไปกดเบียดเส้นประสาท หรือไขสันหลังได้ ทำให้เกิดอาการปวด ชา หรืออ่อนแรงได้ โดยเฉพาะเวลาเดิน หรือยืนนานๆ
กระดูกสันหลังเคลื่อน: เป็นภาวะที่กระดูกสันหลังข้อหนึ่งเลื่อนหลุดออกมาจากแนวปกติ ทำให้ช่องสำหรับเส้นประสาทแคบลง และเกิดการกดทับเส้นประสาทได้
เนื้องอก หรือถุงน้ำในช่องไขสันหลัง: แม้จะพบได้ไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สามารถไปกดทับเส้นประสาท หรือไขสันหลังได้
การอักเสบของเส้นประสาทโดยตรง: เช่น การติดเชื้อไวรัส (งูสวัด) ที่ไปทำให้เส้นประสาทอักเสบโดยตรง แต่กรณีนี้มักจะไม่มีอาการปวดหลังนำมาก่อน
อาการเป็นอย่างไร? อาการชาที่ขาที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาทจากหลัง มักมีลักษณะเฉพาะ:
ปวดร้าว: อาการปวดมักจะร้าวจากหลัง (ส่วนเอว) ลงไปที่สะโพก ต้นขา น่อง หรือเท้า ตามแนวของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ บางครั้งอาจปวดเพียงขาอย่างเดียวก็ได้
ชา: รู้สึกซ่าๆ เหน็บๆ คล้ายเข็มทิ่ม หรือรู้สึกหนาๆ ชาๆ บริเวณที่เส้นประสาทไปเลี้ยง
อ่อนแรง: ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เช่น ยกปลายเท้าไม่ขึ้น (เท้าตก) เดินลำบาก หรือทรงตัวไม่ดี
ปวดมากขึ้นเมื่อไอ จาม เบ่ง: เนื่องจากจะเพิ่มแรงดันในช่องไขสันหลัง ทำให้ไปกดทับเส้นประสาทมากขึ้น
อาการแย่ลงเมื่อทำกิจกรรมบางอย่าง: เช่น การยืน เดิน หรือนั่งนานๆ และอาจดีขึ้นเมื่อได้พัก หรือนอนราบ
อันตรายแค่ไหน? อาการชาที่ขาที่สัมพันธ์กับอาการปวดหลังถือเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น:
กล้ามเนื้ออ่อนแรงถาวร: หากเส้นประสาทถูกกดทับนานๆ หรือรุนแรง อาจทำให้กล้ามเนื้อที่เส้นประสาทนั้นเลี้ยงอ่อนแรงลง และอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่
ภาวะเท้าตก: ซึ่งทำให้เดินลำบาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม
ปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย: ในกรณีที่รุนแรงมาก และมีการกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมการขับถ่าย อาจทำให้มีอาการชาบริเวณรอบทวารหนัก และควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน
จะรู้ได้อย่างไรว่าปวดจากอะไร? การตรวจร่างกายและวินิจฉัย เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะอาการปวด ชา และอาการอื่นๆ จากนั้นจะตรวจร่างกายเพื่อดูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก และปฏิกิริยาตอบสนองของเส้นประสาท
เอกซเรย์ (X-ray): เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สามารถดูโครงสร้างกระดูก ดูการจัดเรียงตัวของกระดูกสันหลัง และดูว่ามีกระดูกงอก หรือความผิดปกติอื่นๆ หรือไม่
MRI (Magnetic Resonance Imaging): เป็นการตรวจที่ละเอียดที่สุด สามารถเห็นหมอนรองกระดูก เส้นประสาท ไขสันหลัง และเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆ ได้ชัดเจน ช่วยให้แพทย์เห็นว่ามีหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท มีช่องไขสันหลังแคบลง หรือมีเนื้องอกที่ไปกดเบียดเส้นประสาทหรือไม่
การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเส้นประสาท: เป็นการตรวจเพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อว่ามีการเสียหายหรือไม่ และเสียหายมากน้อยเพียงใด
แนวทางการรักษา เมื่อทราบสาเหตุที่แน่ชัดแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมให้ครับ
การพัก: หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดและชา
การใช้ยา: ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาต้านการอักเสบ หรือยาที่ใช้รักษาอาการปวดจากเส้นประสาท จะช่วยบรรเทาอาการได้
กายภาพบำบัด: การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ลดการกดทับเส้นประสาท และเพิ่มความยืดหยุ่น
การฉีดยาเฉพาะจุด: ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์ หรือยาชาเข้าไปบริเวณรอบเส้นประสาทที่ถูกกดทับ เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดและชา
การผ่าตัด: เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อการรักษาแบบประคับประคองไม่ได้ผล หรือมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น อาการอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มีภาวะเท้าตก หรือมีปัญหาการควบคุมการขับถ่าย การผ่าตัดจะช่วยลดการกดทับเส้นประสาทโดยตรง
หมออยากบอกว่า... อาการชาที่ขาที่มาพร้อมกับอาการปวดหลังบ่อยๆ ไม่ควรมองข้ามนะครับ มันอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่สำคัญที่กระดูกสันหลัง ยิ่งได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้เร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็จะยิ่งดีเท่านั้น อย่าปล่อยให้ปวดหรือชาจนเป็นเรื้อรังนะครับ มาปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดกันครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng
#ปวดหลัง #ชาขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #กระดูกสันหลังเสื่อม #เส้นประสาทถูกกดทับ #ปวดร้าวลงขา