ปวดส้นเท้า: เมื่อเอ็นร้อยหวายและถุงน้ำอักเสบมีหินปูนเกาะ

คุณหมอครับ ผมปวดส้นเท้ามากเลย เดินก็เจ็บ ยืนนานก็ไม่ไหว ไม่รู้เป็นอะไรครับ?

นี่คือคำถามที่หมอได้ยินบ่อย ๆ จากคนไข้หลายท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องยืนหรือเดินเยอะ ๆ หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการปวดเรื้อรัง บางครั้งอาการปวดส้นเท้าก็มาพร้อมกับคำศัพท์ทางการแพทย์ที่ฟังดูซับซ้อนอย่าง

"Calcified Achilles Tendinitis" หรือ "Bursitis" ซึ่งหมายถึงภาวะเอ็นร้อยหวายอักเสบที่มีหินปูนเกาะ และถุงน้ำบริเวณส้นเท้าอักเสบ

หมอเข้าใจดีว่าหลายท่านอาจจะกังวลและไม่แน่ใจว่าอาการเหล่านี้คืออะไรกันแน่ วันนี้หมอจะมาอธิบายให้ฟังแบบง่าย ๆ เหมือนคุยกันในครอบครัวนะครับ

ปวดส้นเท้าเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการปวดส้นเท้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก สาเหตุหลัก ๆ ที่เรามักจะเจอคือ:

  • เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles Tendinitis): เอ็นร้อยหวายเป็นเอ็นที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย เชื่อมกล้ามเนื้อน่องกับกระดูกส้นเท้า เมื่อมีการใช้งานมากเกินไป หรือได้รับบาดเจ็บซ้ำ ๆ ก็จะเกิดการอักเสบ ทำให้ปวด บวม แดง ร้อน โดยเฉพาะเวลาเดินหรือวิ่ง

  • ถุงน้ำอักเสบ (Bursitis): บริเวณส้นเท้าของเรามีถุงน้ำเล็ก ๆ ทำหน้าที่ลดแรงเสียดทานระหว่างเอ็น กระดูก และผิวหนัง เมื่อถุงน้ำเหล่านี้เกิดการอักเสบ ก็จะทำให้เกิดอาการปวด บวม โดยเฉพาะเมื่อกดลงไป

  • หินปูนเกาะ (Calcification): ในบางกรณี การอักเสบเรื้อรังของเอ็นร้อยหวายหรือถุงน้ำ อาจทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียม จนกลายเป็นหินปูนเกาะ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดและทำให้การเคลื่อนไหวลำบากมากขึ้น

อาการแบบไหนที่บอกว่าคุณอาจกำลังมีปัญหา?

อาการปวดส้นเท้าที่เกิดจากภาวะเหล่านี้มักมีลักษณะเฉพาะ เช่น:

  • ปวดบริเวณหลังส้นเท้า หรือเหนือส้นเท้าขึ้นมาเล็กน้อย

  • อาการปวดมักเป็นมากในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังจากพักเท้าเป็นเวลานาน

  • ปวดมากขึ้นเมื่อเริ่มเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกาย

  • อาจมีอาการบวม แดง ร้อน บริเวณที่ปวด

  • บางคนอาจคลำได้ก้อนแข็ง ๆ หรือรู้สึกถึงความหนาตัวของเอ็น

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นอะไรกันแน่? การตรวจวินิจฉัย

เมื่อคุณหมอได้ฟังอาการและตรวจร่างกายเบื้องต้นแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นอะไรกันแน่ คุณหมออาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมดังนี้ครับ:

  • การเอกซเรย์ (X-ray): เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ช่วยให้เห็นภาพกระดูกและโครงสร้างโดยรอบได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสงสัยว่ามีหินปูนเกาะที่เอ็นร้อยหวายหรือบริเวณใกล้เคียง การเอกซเรย์จะช่วยยืนยันได้

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เป็นการตรวจที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ทำให้เห็นภาพเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เอ็น กล้ามเนื้อ และถุงน้ำได้อย่างละเอียด สามารถตรวจดูการอักเสบ การฉีกขาดของเอ็น หรือการมีถุงน้ำที่ผิดปกติได้ดี และยังช่วยให้คุณหมอสามารถวางแผนการรักษา เช่น การฉีดยา ได้อย่างแม่นยำขึ้น

  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): ในบางกรณีที่อาการซับซ้อน หรือต้องการข้อมูลที่ละเอียดมาก ๆ เช่น สงสัยการฉีกขาดของเอ็นร้อยหวายทั้งหมด หรือมีปัญหาอื่น ๆ ที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากการเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ คุณหมออาจพิจารณาการทำ MRI ซึ่งเป็นการตรวจที่ให้ภาพโครงสร้างภายในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แนวทางการรักษา: ไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป

เมื่อทราบสาเหตุที่แน่ชัดแล้ว คุณหมอก็จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเริ่มต้นจากการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดก่อนครับ:

  • การปรับพฤติกรรม: นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด! การลดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น การเดินหรือวิ่งมากเกินไป การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม การลดน้ำหนักตัว การยืดเหยียดเอ็นร้อยหวายและน่องอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดการอักเสบและป้องกันไม่ให้อาการแย่ลง

  • ยาแก้อักเสบ: คุณหมออาจพิจารณาให้ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม

  • การฉีดยา: ในบางกรณีที่การอักเสบไม่ดีขึ้นจากการปรับพฤติกรรมและทานยา คุณหมออาจพิจารณาการฉีดยา โดยเฉพาะการฉีดยาสเตียรอยด์ หรือ PRP (Platelet-Rich Plasma) เข้าไปบริเวณที่มีการอักเสบ ซึ่งการฉีดยาภายใต้การนำของอัลตราซาวด์จะช่วยให้คุณหมอฉีดได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และปลอดภัยยิ่งขึ้น

  • การทำกายภาพบำบัด: นักกายภาพบำบัดจะช่วยแนะนำท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของเอ็นและกล้ามเนื้อ รวมถึงเทคนิคการลดปวดต่าง ๆ

  • การผ่าตัด: การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะพิจารณาเมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เอ็นร้อยหวายฉีกขาด การผ่าตัดจะช่วยกำจัดหินปูนที่เกาะอยู่ หรือซ่อมแซมเอ็นที่เสียหาย

หายขาดไหม ต้องดูแลตลอดชีวิตหรือไม่?

สำหรับอาการปวดส้นเท้าจากเอ็นร้อยหวายอักเสบและถุงน้ำอักเสบที่มีหินปูนเกาะ หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อาการมักจะดีขึ้นจนหายเป็นปกติได้ครับ แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง ปรับพฤติกรรม และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกลับมาเป็นซ้ำอีก บางท่านอาจจะต้องดูแลตัวเองไปตลอดชีวิตในแง่ของการป้องกันและรักษาสุขภาพเท้าให้แข็งแรงอยู่เสมอ

หมออยากบอกว่า... อาการปวดส้นเท้าไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่ควรละเลยนะครับ หากมีอาการปวดเรื้อรัง หรืออาการแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม อย่าปล่อยทิ้งไว้จนอาการลุกลามนะครับ

บทความนี้

ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng

#ปวดส้นเท้า #เอ็นร้อยหวายอักเสบ #ถุงน้ำอักเสบ #หินปูนเกาะ #หมอเก่งกระดูกและข้อ