เรื่องปวดเข่าจากการติดเชื้อที่เคยเป็นมาก่อน
ปวดเข่าเรื้อรัง… เมื่อการติดเชื้อทิ้งรอยแผลใจและแผลกายไว้
"หมอครับ ผมเคยเข่าติดเชื้อเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นก็รักษาจนหายดีแล้ว แต่ทำไมเดี๋ยวนี้กลับมาปวดเข่าอีกก็ไม่รู้ เดินนานๆ ก็ปวด นั่งนานๆ ก็ปวด บางทีก็บวมขึ้นมาเองด้วย ไม่เข้าใจเลยว่ามันเป็นเพราะอะไรครับ" นี่คือคำพูดของคุณลุงท่านหนึ่ง อายุ 52 ปี ที่มาหาผมด้วยสีหน้ากังวล
ผมเข้าใจดีว่าความเจ็บป่วยในอดีต บางครั้งก็ทิ้งร่องรอยไว้ให้เราต้องดูแลกันต่อไป เหมือนกับคุณลุงท่านนี้ ที่แม้การติดเชื้อในข้อเข่าจะถูกรักษาจนหายไปแล้ว แต่ผลพวงของมันอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตามมาในภายหลังได้ครับ
ความจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับ "ข้อเข่าติดเชื้อ" และอาการปวดเรื้อรัง
ข้อเข่าติดเชื้อ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "เข่าเป็นหนอง" เป็นภาวะที่อันตรายมากครับ เพราะเชื้อโรคเข้าไปเจริญเติบโตในข้อเข่า ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง ร้อน และปวดอย่างรุนแรง หากไม่รีบรักษา เชื้อโรคจะกัดกินทำลายกระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อรอบข้อเข่าอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อเข่าเสียหายถาวร และอาจถึงขั้นต้องตัดขาหรือติดเชื้อในกระแสเลือดถึงชีวิตได้
เมื่อรักษาการติดเชื้อจนหายแล้ว ส่วนใหญ่คนไข้ก็จะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่สิ่งที่มักหลงเหลืออยู่คือ "ร่องรอยความเสียหาย" ครับ ลองนึกภาพดูว่าตอนที่เชื้อโรคเข้าไปทำลาย มันไม่ได้ทำลายแค่ผิวๆ แต่ลึกลงไปถึงกระดูกอ่อนที่เป็นเหมือนเบาะรองรับแรงกระแทกในข้อเข่า เมื่อกระดูกอ่อนถูกทำลายไปแล้ว มันจะซ่อมแซมตัวเองได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม ทำให้ผิวข้อไม่เรียบเนียนเหมือนปกติ
สาเหตุของอาการปวดเข่าเรื้อรังหลังการติดเชื้อ
อาการปวดเข่าที่คุณลุงประสบอยู่ อาจมีสาเหตุมาจากการที่กระดูกอ่อนในข้อเข่าได้รับความเสียหายจากการติดเชื้อในอดีตนั่นเองครับ พอพื้นผิวข้อไม่เรียบ เวลามีการเคลื่อนไหวหรือลงน้ำหนัก ก็จะเกิดการเสียดสีกันมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบและอาการปวดตามมาได้ง่ายกว่าปกติ คล้ายๆ กับ "ข้อเข่าเสื่อม" แต่เกิดจากสาเหตุของการติดเชื้อนำมาก่อน
นอกจากนี้ การติดเชื้อในข้อเข่าอาจทำให้เกิดพังผืดภายในข้อ หรือมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อเข่าเล็กน้อย ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของข้อเข่าและทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังได้ครับ
อาการแบบไหนที่บอกว่าถึงเวลาต้องมาหาหมอ?
ปวดเข่า: ปวดเมื่อใช้งาน เดินนาน ยืนนาน หรือปวดหลังจากพักแล้วลุกขึ้นเดิน
เข่าบวม: อาจมีอาการบวมๆ ยุบๆ โดยเฉพาะหลังจากการใช้งาน
มีเสียงในเข่า: บางครั้งอาจได้ยินเสียงกรอบแกรบ หรือเสียงผิดปกติเวลาเคลื่อนไหว
เข่าติดขัด: รู้สึกเหมือนเข่าไม่ค่อยคล่องตัว หรืองอเหยียดได้ไม่สุด
การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
เมื่อคุณหมอได้ฟังประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้นแล้ว ก็จะมีการพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูสภาพข้อเข่าอย่างละเอียดครับ
เอกซเรย์ (X-ray): เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สำคัญ เพื่อดูความผิดปกติของกระดูก โครงสร้างข้อเข่า และช่องว่างข้อเข่าว่าแคบลงหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะข้อเสื่อมได้ครับ
อัลตราซาวด์ (Ultrasound): การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงนี้ช่วยให้เห็นภาพเนื้อเยื่ออ่อน เส้นเอ็น เส้นเอ็น และของเหลวในข้อเข่าได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะถ้ามีน้ำในข้อ หรือมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ จะช่วยให้คุณหมอเห็นได้ครับ
MRI (Magnetic Resonance Imaging): เป็นการตรวจที่ละเอียดที่สุด โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสร้างภาพอวัยวะภายใน ซึ่งจะช่วยให้เห็นความเสียหายของกระดูกอ่อน หมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และเนื้อเยื่ออ่อนอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สงสัยว่ากระดูกอ่อนได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหนครับ
แนวทางการรักษาอาการปวดเข่าหลังการติดเชื้อ
การรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายและอาการของแต่ละบุคคลครับ
การปรับพฤติกรรม: เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกครับ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ลงน้ำหนักเข่ามากๆ เช่น การวิ่ง การกระโดด หรือการนั่งยองๆ งอเข่ามากๆ ควรเปลี่ยนไปออกกำลังกายที่ถนอมเข่า เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยานเบาๆ รวมถึงการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดภาระของเข่าครับ
การใช้ยาแก้อักเสบ: เมื่อมีอาการปวดหรือบวม คุณหมออาจพิจารณาให้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด
การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์ระบุตำแหน่ง: ในบางกรณีที่ปวดมากหรือไม่ตอบสนองต่อยา คุณหมออาจพิจารณาฉีดยาเข้าไปในข้อเข่าโดยตรง เช่น ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ หรือน้ำเลี้ยงข้อเข่าเพื่อเพิ่มความหล่อลื่น การฉีดโดยใช้อัลตราซาวด์นำทางจะช่วยให้ยาเข้าถึงตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้นครับ
การผ่าตัด: การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้าย ในกรณีที่ข้อเข่าได้รับความเสียหายรุนแรงมาก และการรักษาแบบอื่นไม่ได้ผล เช่น การผ่าตัดล้างข้อเข่า การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อ หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายบุคคลไป
พยากรณ์โรค: หายขาดไหม ต้องดูแลตลอดชีวิตหรือไม่?
สำหรับอาการปวดเข่าที่เกิดจากผลพวงของการติดเชื้อในอดีตนั้น โดยทั่วไปแล้วมักจะไม่ "หายขาด" เหมือนตอนที่ข้อเข่าสมบูรณ์ 100% ครับ เพราะความเสียหายของกระดูกอ่อนที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้นยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด แต่ข่าวดีคือเราสามารถดูแลและประคับประคองอาการให้ดีขึ้นได้ ควบคุมความปวดได้ และชะลอการเสื่อมของข้อเข่าไม่ให้เป็นมากขึ้นไปกว่าเดิมได้ครับ
การดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง การออกกำลังกายที่เหมาะสม การควบคุมน้ำหนัก และการพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้คุณใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและลดอาการปวดให้ได้มากที่สุดครับ
หมออยากบอกว่า... แม้เรื่องบางเรื่องในอดีตจะทิ้งร่องรอยไว้ แต่เราก็ยังสามารถดูแลตัวเองให้ดีที่สุดในวันนี้ได้เสมอครับ อย่าปล่อยให้ความปวดเข่าเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตนะครับ หากมีข้อสงสัยหรืออาการไม่ดีขึ้น อย่าลังเลที่จะเข้ามาปรึกษาครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng
#ปวดเข่า #เข่าติดเชื้อ #ข้อเข่าเสื่อม #กระดูกอ่อนเสียหาย #สุขภาพเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ

