ปวดข้อโป้งเท้า...ใช่เก๊าท์หรือเปล่า? แล้วต้องกินยาลดยูริกตลอดชีวิตไหม?

“หมอคะ ช่วงนี้ข้อโป้งเท้าข้างขวาบวม แดง ปวดจนเดินแทบไม่ได้ เพื่อนบอกว่าเป็นเก๊าท์ ให้ไปซื้อยาลดยูริกมากินเลยดีไหมคะ?”

คุณสมชาย อายุ 48 ปี เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าทรมาน มือข้างหนึ่งกุมเท้าไว้แน่น

หลายคนคงเคยเจออาการแบบนี้ หรือมีญาติพี่น้องที่เป็น แล้วเกิดคำถามว่า “ยาลดยูริกมีแบบไหน? ต้องกินยังไง? กินแล้วหายขาดหรือเปล่า?” วันนี้หมออยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ครับ

เก๊าท์คืออะไร?

เก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง เกิดจากการที่ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูง

เมื่อยูริกสูงนาน ๆ จะตกผลึกเป็น “เกล็ดเล็ก ๆ คล้ายเศษแก้ว” สะสมในข้อและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน

อาการมักเริ่มที่ข้อเดียวก่อน โดยเฉพาะข้อโป้งเท้า แต่ก็อาจเกิดที่ข้อเข่า ข้อเท้า หรือข้ออื่น ๆ ได้

ทำไมยูริกถึงสูง?

  • ร่างกายสร้างยูริกมากเกินไป (จากการเผาผลาญสารพิวรีน)

  • ไตขับยูริกออกได้น้อยลง (พบได้บ่อยในคนที่มีโรคไตเรื้อรัง)

  • กินอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อแดง อาหารทะเลบางชนิด น้ำตาลฟรุกโตสสูง และดื่มแอลกอฮอล์

การรักษาเก๊าท์

การรักษามี 2 ส่วนหลัก

รักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลัน – ใช้ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบ เช่น ยากลุ่ม NSAIDs, ยาคอลชิซีน หรือบางกรณีใช้ยาสเตียรอยด์

ควบคุมระดับยูริกในเลือด – เพื่อป้องกันการอักเสบซ้ำ และลดการสะสมของผลึกยูริก

ยาลดยูริกมีกี่ชนิด?

หมอจะแบ่งง่าย ๆ เป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. ยาลดการสร้างยูริก

ทำงานโดยลดการผลิตยูริกในร่างกาย

  • ตัวอย่าง: อัลโลพูรินอล (Allopurinol), เฟบุกโซสแตท (Febuxostat)

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ร่างกายสร้างยูริกมากเกินไป หรือขับออกน้อย

  • ต้องกินต่อเนื่องทุกวัน ไม่ใช่กินเฉพาะเวลาปวด

2. ยาช่วยขับยูริกทางปัสสาวะ

กระตุ้นให้ไตขับยูริกออกมากขึ้น

  • ตัวอย่าง: Sulfinpyrazone, โปรเบเนซิด (Probenecid), เบนซ์โบรมาโรน (Benzbromarone)

  • เหมาะกับคนที่ไตยังทำงานดี และไม่มีประวัตินิ่วในไตจากยูริก

  • ต้องดื่มน้ำมากเพื่อป้องกันการเกิดนิ่ว

หลักการเลือกใช้ยา

  • ถ้าร่างกายสร้างยูริกมากเกินไป หรือมีปัญหาการขับออกน้อย นิยมเริ่มจากยาลดการสร้างยูริก เช่น อัลโลพูรินอล หรือเฟบุกโซสแตท

  • ถ้าการขับยูริกจากไตเป็นปัญหาหลัก แต่ไตยังทำงานดี และไม่มีนิ่ว อาจเลือกยาช่วยขับยูริก เช่น โปรเบเนซิด, Sulfinpyrazone, เบนซ์โบรมาโรน

  • ในบางราย อาจใช้ร่วมกันทั้งสองกลุ่ม เพื่อควบคุมระดับยูริกให้ถึงเป้าหมาย

💡 สำคัญมาก:

  • ไม่ควรเริ่มยาลดยูริกระหว่างข้อกำลังอักเสบเฉียบพลัน เพราะอาจกระตุ้นให้ปวดหนักขึ้น

  • ควรเริ่มเมื่อข้อหายอักเสบแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์

  • การปรับขนาดยาต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดความเสี่ยงการปวดซ้ำ

ต้องกินยาลดยูริกนานแค่ไหน?

ส่วนใหญ่ต้องกินต่อเนื่องยาวนาน บางรายตลอดชีวิต เพื่อคุมยูริกให้ต่ำกว่า 6 mg/dL

ถ้าหยุดยาเอง ระดับยูริกจะกลับมาสูง และมีโอกาสปวดซ้ำสูงมาก

ภาวะแทรกซ้อนของเก๊าท์หากไม่รักษา

  • ก้อนโทฟัส (Tophus) สะสมรอบข้อ ทำให้ข้อผิดรูป

  • ทำลายกระดูกและข้อจนใช้การไม่ได้

  • นิ่วในไต หรือไตเสื่อมเรื้อรัง

การดูแลตัวเองร่วมกับการใช้ยา

  • ดื่มน้ำมากพอ (2–3 ลิตร/วัน ถ้าไม่มีโรคหัวใจหรือไตที่ต้องจำกัดน้ำ)

  • ควบคุมน้ำหนัก

  • ลดอาหารพิวรีนสูง และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • ตรวจเลือดติดตามยูริกและการทำงานของไต/ตับทุก 3–6 เดือน

หมอสรุปว่า…

การเลือกใช้ยาลดยูริกต้องดูสาเหตุหลักของยูริกสูง สภาพไต และโรคร่วม

ไม่ว่าจะเลือกแบบลดการสร้าง หรือเพิ่มการขับออก ต้องกินต่อเนื่องและติดตามใกล้ชิด เพื่อป้องกันการปวดซ้ำและภาวะแทรกซ้อน

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng

#เก๊าท์ #ยาลดยูริก #ปวดข้อ #ข้ออักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพข้อ