
“หมอบอกว่า กระดูกพรุน…มักไม่แสดงอาการ จนกว่าจะหัก!” การตรวจวัดมวลกระดูกช่วยป้องกันได้
การตรวจวัดมวลกระดูก ข้อบ่งชี้
(ตรวจเมื่อไร? ใครควรตรวจ? ทำไมสำคัญ?)
“หมอคะ หนูอายุ 55 ปี เพื่อนบอกให้ไปตรวจวัดมวลกระดูก กลัวว่าเป็นกระดูกพรุน แต่หนูไม่เคยล้ม ไม่เคยกระดูกหักเลย แบบนี้ต้องตรวจจริง ๆ ไหมคะ?”
นี่เป็นคำถามที่หมอได้ยินบ่อยมากจากคนไข้ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือคุณลุงคุณป้าที่เริ่มมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก แล้วได้ยินคำว่า “กระดูกพรุน” จากเพื่อนหรือในข่าว หลายคนสงสัยว่า การตรวจวัดมวลกระดูกจำเป็นกับตัวเองหรือเปล่า
วันนี้หมออยากเล่าให้ฟังแบบง่าย ๆ ว่า การตรวจนี้คืออะไร ตรวจไปเพื่ออะไร และใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ
กระดูกพรุนคืออะไร?
ลองนึกภาพฟองน้ำครับ กระดูกของเราปกติก็คล้ายฟองน้ำที่มีรูพรุนเล็ก ๆ แต่ยังแข็งแรงดี พอเราอายุมากขึ้น “เนื้อกระดูก” จะค่อย ๆ บางลง รูพรุนข้างในจะกว้างขึ้น ทำให้กระดูกเปราะ แตกหักง่ายขึ้น
โรคกระดูกพรุน จึงหมายถึง ภาวะที่กระดูกอ่อนแอกว่าปกติ หักได้ง่ายแม้เพียงแค่สะดุดล้มเบา ๆ หรือบางรายหักเองโดยไม่ได้หกล้มเลย เช่น กระดูกสันหลังยุบ ทำให้หลังค่อม ปวดหลังเรื้อรัง
ทำไมต้องตรวจวัดมวลกระดูก?
ปัญหาของโรคนี้คือ…มักไม่แสดงอาการจนกว่าจะเกิด “กระดูกหัก” แล้ว ดังนั้นการตรวจจึงช่วยให้รู้ล่วงหน้า ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น
ประโยชน์ของการตรวจวัดมวลกระดูก
รู้ระดับความหนาแน่นของกระดูกว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ กระดูกบาง หรือกระดูกพรุน
ประเมินความเสี่ยงในการหักของกระดูกในอนาคต
ช่วยแพทย์วางแผนการรักษาหรือป้องกันที่เหมาะสม
ติดตามผลเมื่อใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุน
การตรวจทำอย่างไร? เจ็บไหม?
วิธีที่ใช้กันแพร่หลายคือ การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง DEXA (Dual-Energy X-ray Absorptiometry)
ใช้รังสีเอกซ์พลังงานต่ำมาก วัดกระดูกบริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง
ไม่เจ็บ ไม่ต้องฉีดยา นอนนิ่ง ๆ ประมาณ 10–15 นาที
ปริมาณรังสีน้อยมาก น้อยกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป
ผลที่ได้จะออกมาเป็นตัวเลขที่เรียกว่า ค่า T-score
ค่า มากกว่า -1 = ปกติ
ค่า ระหว่าง -1 ถึง -2.5 = กระดูกบาง (เสี่ยงเริ่มต้น)
ค่า ต่ำกว่า -2.5 = กระดูกพรุน
ใครบ้างที่ควรตรวจวัดมวลกระดูก?
ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องไปตรวจนะครับ แต่จะมี “ข้อบ่งชี้” ที่แพทย์มักแนะนำ ดังนี้
ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป
ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเร็ว หรือมีภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนอายุ 45 ปี
คนที่มีน้ำหนักตัวน้อย หรือผอมมาก
คนที่เคยหกล้มแล้วกระดูกหักง่าย ๆ เช่น ล้มเบา ๆ แต่ข้อมือหรือสะโพกหัก
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวกระดูกพรุนหรือสะโพกหัก
คนที่ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน เช่น รักษาหอบหืด หรือโรคข้ออักเสบ
ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง
คนที่ดื่มแอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่จัด หรือไม่ค่อยออกกำลังกาย
คนที่ต้องการติดตามผลหลังเริ่มยารักษากระดูกพรุน
ถ้าไม่ตรวจ จะเป็นอะไรไหม?
ถ้าเรามีปัจจัยเสี่ยงสูง แต่ไม่ได้ตรวจ ก็อาจพลาดโอกาสรู้ล่วงหน้า กระดูกจะบางลงเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งหกล้มแล้วกระดูกหัก ซึ่งการรักษา “กระดูกหัก” นั้นยุ่งยากกว่าการป้องกันมาก
เช่น กระดูกสะโพกหัก ผู้สูงอายุมักต้องผ่าตัด และบางรายเดินไม่ได้เหมือนเดิม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการใช้ชีวิตประจำวัน
การดูแลและป้องกันควบคู่
หมออยากบอกว่า แม้เราจะตรวจเจอว่ากระดูกยังปกติ ก็ยังควรดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้พรุนเร็วขึ้น โดยเน้น 4 เรื่องหลัก
โภชนาการ — รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว และควรได้รับวิตามินดีจากแสงแดดยามเช้า
การออกกำลังกาย — การเดินเร็ว เต้นแอโรบิกเบา ๆ หรือยกน้ำหนักเล็กน้อย ช่วยให้กระดูกแข็งแรง
เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ — ทั้งสองอย่างทำให้กระดูกเสื่อมเร็ว
ป้องกันการหกล้ม — จัดบ้านให้ปลอดภัย พื้นไม่ลื่น ใช้ไม้เท้าหรือราวจับถ้าจำเป็น
สรุปใจความ
การตรวจวัดมวลกระดูกเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าว่า “กระดูกแข็งแรงดีอยู่ไหม” โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง แม้ไม่เคยกระดูกหักก็ควรตรวจได้ เพราะถ้ารอให้เกิดกระดูกหักแล้วค่อยมารักษา มักสายเกินไป
หมออยากชวนว่า ถ้าเข้าข่ายข้อบ่งชี้ ควรตรวจสักครั้ง เพื่อความมั่นใจและการดูแลล่วงหน้า
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
#กระดูกพรุน #ตรวจมวลกระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดหลัง #ป้องกันก่อนสาย #หมอเก่งกระดูกและข้อ