ปวดสะโพกมาหลายเดือน เดินขากะเผลกตอนเช้า แต่พอเดินสักพักก็ค่อยๆ ดีขึ้น เลยคิดว่าปล่อยไว้ก่อน
คนไข้รายหนึ่ง อายุ 38 ปี มาพบผมหลังทนมาเกือบปี เขารับยาสเตียรอยด์รักษาโรคอื่นมาก่อน แล้วเริ่มปวดสะโพกโดยไม่รู้สาเหตุ พอทำ MRI ถึงพบว่าเนื้อกระดูกสะโพกเริ่มขาดเลือด คำถามที่เขาถามทันทีคือ "ต้องเปลี่ยนข้อไหมหมอ?"
คำตอบไม่ได้ขึ้นกับว่าเจ็บแค่ไหน แต่ขึ้นกับว่าโรคอยู่ "ระยะ" ไหน — บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจก่อนตัดสินใจ
ปวดสะโพกรุนแรงไม่ได้แปลว่าต้องเปลี่ยนข้อเสมอ — ถ้าจับระยะโรคได้ถูกต้อง
คุณรู้ได้อย่างไรว่าปวดสะโพกแบบนี้ ยังดูแลได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนข้อ หรือถึงเวลาที่ต้องผ่าตัดแล้ว?
สำหรับโรคกระดูกสะโพกขาดเลือด คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความเจ็บปวด แต่อยู่ที่ระยะของโรคที่วินิจฉัยได้จากภาพ MRI และเอกซเรย์ ระยะเดียวกันในคนสองคนอาจปวดไม่เท่ากัน แต่แนวทางรักษาต้องอ้างอิงจากระยะโรคเสมอ
เรื่องของคนไข้
วิศวกรอายุ 38 ปีคนหนึ่ง ใช้ชีวิตปกติ วิ่งออกกำลังกายสม่ำเสมอ ขึ้นบันไดสำนักงานทุกวันโดยไม่มีปัญหา
สองปีก่อน เขารับยาสเตียรอยด์ (ยาแก้อักเสบชนิดหนึ่งที่หมอสั่งเพื่อรักษาโรคอื่น) ในขนาดค่อนข้างสูงมาหลายเดือน
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกปวดสะโพกข้างขวา โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน แล้วพอเดินไปสักพักก็ค่อยๆ ดีขึ้น เขาคิดว่าคงเป็นปัญหาจากกล้ามเนื้อ เลยไม่ได้ไปหาหมอ
แต่อาการไม่หาย กลับค่อยๆ แย่ลงทีละน้อย จนเริ่มเดินขากะเผลก และขึ้นบันไดแต่ละขั้นต้องจับราว
เขาลังเลอยู่นานว่าควรไปพบแพทย์ไหม กลัวได้ยินว่าต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก กังวลว่าจะต้องพักงานนาน
จนในที่สุดมาพบผม ทำ MRI สะโพกทั้งสองข้าง พบว่าเนื้อกระดูกสะโพกเริ่มขาดเลือดแต่กระดูกยังไม่ยุบตัว เขายังอยู่ในระยะต้น
ตั้งแต่นั้นมา เขาได้รับการรักษาด้วยการเจาะระบายแรงดันในกระดูก เป็นการผ่าตัดเล็กที่ไม่ต้องเปลี่ยนข้อสะโพก และตอนนี้กลับมาทำงานได้ตามปกติ
กระดูกสะโพกขาดเลือดเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ลองนึกภาพว่ากระดูกเหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำเลี้ยงจากระบบท่อ
หัวกระดูกสะโพก คือส่วนกลมๆ บนสุดของกระดูกต้นขา ทำหน้าที่หมุนอยู่ในเบ้าสะโพก ส่วนนี้ได้รับเลือดจากเส้นเลือดขนาดเล็กที่วนรอบคอกระดูก
เมื่อเส้นเลือดเหล่านั้นถูกปิดกั้น ไม่ว่าจะจากยาสเตียรอยด์ที่ทำให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือดเล็กๆ หรือจากแอลกอฮอล์ที่ทำให้ไขมันสะสมในโพรงกระดูก หรือจากอุบัติเหตุที่เส้นเลือดฉีกขาด เลือดก็ไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงหัวกระดูกได้
เซลล์กระดูกที่ขาดเลือดก็ค่อยๆ ตาย เหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำ เนื้อกระดูกที่ตายแล้วจะอ่อนตัวลง และถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน น้ำหนักตัวที่กดทับทุกวันก็จะทำให้หัวกระดูกยุบตัวลงมาเหมือนลูกปิงปองที่ถูกบีบ
สิ่งที่น่าสนใจคือในระยะต้น ร่างกายพยายามซ่อมแซมตัวเองอยู่ แต่ถ้าเนื้อกระดูกที่ตายมีขนาดใหญ่เกินไป ร่างกายซ่อมไม่ทัน กระดูกก็จะยุบลงในที่สุด
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการรู้ "ระยะ" ของโรคจึงสำคัญมาก ระยะต้นยังแก้ได้ด้วยวิธีที่เล็กกว่า แต่ถ้าปล่อยจนกระดูกยุบมากแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่
กระดูกสะโพกขาดเลือด (Avascular Necrosis หรือ AVN) คืออะไร?
AVN ย่อมาจาก Avascular Necrosis แปลว่าเนื้อเยื่อตายเพราะขาดเส้นเลือด หัวกระดูกสะโพกเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด มักเกิดในวัยทำงาน อายุ 30-55 ปี ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุ
โรคนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะตามภาพ MRI และเอกซเรย์
ระยะที่ 1 และ 2 เป็นระยะต้น กระดูกยังไม่ยุบ ในระยะนี้เนื้อกระดูกเริ่มขาดเลือดและตายแล้วบางส่วน แต่หัวกระดูกยังคงรูปร่างปกติอยู่ เอกซเรย์ธรรมดาอาจยังไม่เห็นชัด ต้องทำ MRI จึงจะเห็น ระยะนี้มีโอกาสรักษาโดยอนุรักษ์ข้อสะโพกเดิมไว้ได้
ระยะที่ 3 เนื้อกระดูกที่ตายทนน้ำหนักไม่ไหว หัวกระดูกเริ่มแบนและยุบตัวลง ในเอกซเรย์จะเห็นเงาบางๆ ใต้ผิวกระดูกที่เรียกว่า "crescent sign" เป็นสัญญาณว่ากระดูกกำลังแยกตัว
ระยะที่ 4 เมื่อหัวกระดูกยุบตัวมากขึ้น ผิวข้อสะโพกเสียหาย กระดูกอ่อนสึกกร่อน กลายเป็นข้อสะโพกเสื่อมในที่สุด
สาเหตุหลักของโรคนี้มาจากการขาดเลือดไปเลี้ยงหัวกระดูก ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุที่แตกต่างกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกระดูกสะโพกขาดเลือด
• การใช้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงนานหลายเดือน เช่น ยาสำหรับรักษาโรคภูมิแพ้รุนแรง โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยอายุน้อย
• การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่อง แอลกอฮอล์ทำให้ไขมันสะสมในโพรงกระดูกจนปิดกั้นเส้นเลือดเล็กๆ
• ได้รับบาดเจ็บที่สะโพกรุนแรง โดยเฉพาะกระดูกต้นขาหักที่บริเวณคอกระดูก เส้นเลือดอาจฉีกขาดได้
• โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคลูปัส (SLE) โรคเลือดเม็ดเสี้ยว หรือภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ
• ได้รับรังสีรักษาในบริเวณสะโพกหรืออุ้งเชิงกราน
แพทย์วินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร?
การซักประวัติเป็นจุดเริ่มต้น แพทย์จะถามถึงการใช้ยาสเตียรอยด์ ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ประวัติอุบัติเหตุที่สะโพก และโรคประจำตัวที่มีอยู่
การตรวจร่างกายจะดูว่าการงอ หมุน เหยียดสะโพกทำให้เจ็บปวดจากทิศทางใด และตรวจการเดิน
การตรวจที่สำคัญที่สุดคือ MRI ของสะโพก สามารถเห็นเนื้อกระดูกที่ขาดเลือดตั้งแต่ระยะต้นสุด ก่อนที่เอกซเรย์ธรรมดาจะเห็นได้ และยังบอกขนาดและตำแหน่งของเนื้อที่ตายได้ชัดเจน
เอกซเรย์ธรรมดาจะเริ่มเห็นความผิดปกติในระยะที่ 2-3 ขึ้นไป และ CT scan บางครั้งใช้เพิ่มเติมเพื่อวางแผนการผ่าตัด
แนวทางรักษาตามระยะ — เบาไปหนัก
ระยะที่ 1 ถึง 2 (กระดูกยังไม่ยุบ) เป้าหมายคือช่วยให้เส้นเลือดกลับมาหล่อเลี้ยงกระดูก และป้องกันไม่ให้กระดูกยุบ
วิธีแรกคือการเจาะระบายแรงดันภายในกระดูก (core decompression) เป็นการผ่าตัดเล็กที่เจาะรูขนาดเล็กเข้าไปในกระดูกที่ขาดเลือด เพื่อลดแรงดันภายในที่บีบทำให้เส้นเลือดไหลไม่ได้ วิธีนี้ได้ผลดีที่สุดเมื่อเนื้อกระดูกที่ตายยังไม่ใหญ่มาก ในหลายกรณีสามารถอนุรักษ์ข้อสะโพกเดิมไว้ได้
ปัจจุบันมักผสมกับการฉีดสารชีวภาพเข้าไป เช่น พลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดและเซลล์กระดูกใหม่
สำหรับผู้ป่วยอายุน้อยที่กระดูกเริ่มยุบแต่ยังน้อย อาจพิจารณาการผ่าตัดต่อเส้นเลือดจากกระดูกขาแข้งมาหล่อเลี้ยงหัวกระดูกสะโพก (vascularized fibula graft) วิธีนี้ซับซ้อนกว่า แต่มีโอกาสรักษาข้อสะโพกเดิมไว้ได้นานหลายปีในคนอายุต่ำกว่า 45 ปี
ระยะที่ 3 ถึง 4 (กระดูกยุบมากหรือข้อเสื่อม) เมื่อหัวกระดูกยุบตัวมากแล้วหรือข้อสะโพกเสื่อมจนปวดมากและกระทบชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement) คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
การผ่าตัดนี้เปลี่ยนทั้งหัวกระดูกและเบ้าที่เสียหายออก แล้วใส่ข้อสะโพกเทียมเข้าแทน ผลลัพธ์ดีมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับมาเดินได้ปกติภายในสองถึงสามเดือน
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ ไม่ใช่ว่าเจ็บปวดมากที่สุดต้องผ่าตัดใหญ่เสมอ และไม่ใช่ว่าปวดน้อยจะรอได้เสมอ ระยะของโรคต่างหากที่กำหนดแนวทาง และการวินิจฉัยที่ถูกต้องคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
หายได้ไหม นานแค่ไหน กลับมาเป็นอีกไหม?
ถ้าจับโรคได้ในระยะต้นและรักษาทันเวลา ในหลายกรณีสามารถรักษาข้อสะโพกเดิมไว้ได้หลายปีถึงหลายสิบปี
สำหรับคนที่ได้รับการเจาะระบายแรงดันในระยะ 1 ถึง 2 อัตราความสำเร็จในการอนุรักษ์ข้อสะโพกอยู่ในระดับที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้อที่ตายและระยะเวลาที่รักษา ยิ่งรักษาเร็ว โอกาสยิ่งดี
สำหรับคนที่ต้องเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ข้อเทียมในปัจจุบันมีอายุการใช้งานที่ดีมาก และผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังฟื้นตัว
ความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุดั้งเดิมได้รับการแก้ไขหรือไม่ ถ้ายังใช้สเตียรอยด์ขนาดสูงอยู่ หรือยังดื่มแอลกอฮอล์มาก ก็อาจเกิดซ้ำได้ทั้งข้างเดิมและข้างตรงข้าม สะโพกอีกข้างควรตรวจ MRI ด้วยเสมอ
ถ้าไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?
ในระยะต้นที่ปล่อยทิ้งไว้ เนื้อกระดูกที่ตายจะค่อยๆ ขยายพื้นที่ออก จนกระทั่งน้ำหนักตัวที่กดทับในชีวิตประจำวันทำให้หัวกระดูกยุบตัวลง
เมื่อกระดูกยุบแล้ว ข้อสะโพกก็สูญเสียรูปทรงปกติ ทำให้เกิดข้อสะโพกเสื่อมตามมา ปวดมากจนเดินแทบไม่ได้ และในที่สุดต้องเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมอยู่ดี
ความแตกต่างคือ ถ้ารักษาตั้งแต่ระยะต้น อาจหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนข้อได้หลายปี แต่ถ้าปล่อยจนถึงระยะท้าย ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปลี่ยนข้อ
วิธีลดความเสี่ยง
• ถ้าต้องใช้ยาสเตียรอยด์ ควรใช้ในขนาดต่ำที่สุดและระยะเวลาสั้นที่สุดที่จำเป็น ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการปรับขนาดยา ห้ามหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
• งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีโรคประจำตัว
• ถ้ามีโรคประจำตัวที่เสี่ยง เช่น ลูปัส ควรตรวจ MRI สะโพกเป็นระยะแม้ยังไม่มีอาการ
• ถ้าเคยได้รับบาดเจ็บที่สะโพกรุนแรง ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในช่วงหนึ่งถึงสองปีหลัง
• เมื่อมีอาการปวดสะโพกโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ก่อนที่โรคจะเข้าสู่ระยะท้าย
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: กระดูกสะโพกขาดเลือด กับข้อสะโพกเสื่อมทั่วไป เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
ตอบ: ต่างกันมาก ข้อสะโพกเสื่อมทั่วไปเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนตามอายุ มักพบในผู้สูงอายุ แต่กระดูกขาดเลือดเกิดจากเลือดไปเลี้ยงหัวกระดูกไม่ได้ มักพบในวัยทำงานอายุ 30-55 ปี และสาเหตุรักษาหรือป้องกันได้ในหลายกรณี
ถาม: ถ้า MRI พบว่าเนื้อกระดูกตาย แต่ยังไม่ปวดมาก ต้องรีบรักษาไหม?
ตอบ: ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะระยะโรคไม่ได้ขึ้นกับความเจ็บปวดเสมอ กระดูกที่ตายแล้วอาจยุบได้โดยที่อาการยังไม่รุนแรง การรักษาในระยะต้นมีโอกาสอนุรักษ์ข้อสะโพกไว้ได้ดีกว่าการรอจนปวดมากขึ้น
ถาม: ต้องหยุดยาสเตียรอยด์ทันทีถ้าพบว่าเป็นโรคนี้ไหม?
ตอบ: ไม่ควรหยุดเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะยาสเตียรอยด์บางชนิดไม่สามารถหยุดทันทีได้อย่างปลอดภัย แต่ควรแจ้งแพทย์ที่ดูแลโรคเดิมว่าพบว่ากระดูกขาดเลือด เพื่อร่วมกันวางแผนลดขนาดยาให้เหมาะสมและปลอดภัย
ถาม: ถ้าต้องเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ข้อเทียมทนได้นานแค่ไหน?
ตอบ: ข้อสะโพกเทียมในปัจจุบันมีอายุการใช้งานที่ดีมาก ในหลายกรณีอยู่ได้หลายสิบปี ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ น้ำหนักตัว และระดับกิจกรรม โดยทั่วไปผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังฟื้นตัว
ถาม: AVN มักเกิดข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง?
ตอบ: อาจเกิดข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ โดยเฉพาะในคนที่ได้รับยาสเตียรอยด์หรือดื่มแอลกอฮอล์มาก มักเกิดทั้งสองข้างในเวลาไล่เลี่ยกัน แนะนำให้ตรวจทั้งสองข้างเสมอเมื่อพบว่าข้างใดข้างหนึ่งเป็น
แล้วคุณล่ะครับ เคยปวดสะโพกโดยไม่รู้สาเหตุบ้างไหม หรือรู้จักใครที่รับยาสเตียรอยด์มานานและเริ่มปวดสะโพก เล่าให้ฟังในคอมเมนต์ได้เลยครับ
สิ่งสำคัญที่อยากให้จำ
• กระดูกสะโพกขาดเลือด (AVN) ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ — วัยทำงานก็เป็นได้ โดยเฉพาะคนที่ใช้ยาสเตียรอยด์หรือดื่มแอลกอฮอล์มาก
• ระยะของโรค ไม่ใช่ความเจ็บปวด ที่กำหนดแนวทางการรักษา
• ระยะต้น ยังมีโอกาสรักษาด้วยวิธีที่เล็กกว่ามาก ไม่ต้องเปลี่ยนข้อสะโพก
• ระยะท้ายที่กระดูกยุบมากแล้ว การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมคือคำตอบที่ถูกต้องและผลลัพธ์ดีมาก
• MRI คือการตรวจที่สำคัญที่สุดสำหรับโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะต้น
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ ไม่ว่าโรคจะอยู่ระยะไหน มีแนวทางดูแลที่เหมาะสมเสมอ ทั้งการอนุรักษ์ข้อสะโพกไว้และการเปลี่ยนข้อ — ทั้งสองทางให้ผลดีถ้าทำในเวลาที่ถูกต้อง และการวินิจฉัยที่แม่นยำคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกระดูกสะโพกขาดเลือด ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล อาการและความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ Line ID @doctorkeng
เพิ่มเพื่อน Line https://lin.ee/swOi91Q โทร 081-5303666


